วันศุกร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

SEO White Hat

การทำ SEO สาย White นั้นค่อนข้างจะลำบากกันไม่น้อย ด้วยว่าผู้ทำ SEO สาย White นั้น เป็นสายที่ทำ SEO อย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการใช้โปรแกรมช่วยโพสต์ ช่วย Submit และไม่มีการทำ Black Hat ซึ่งเรียกได้ว่าต้องใช้ มือล้วน ๆ ดังนั้นสิ่งที่ตามมาก็คือ คุณต้องใช้เวลาที่มากพอสมควร และต้องอาศัยจิตใจที่มั่นคงของผู้ทำด้วย ไม่งั้นอาจจะถอดใจเลิกไปเสียก่อน แต่การทำสายขาวก็เป็นการทำ SEO ที่คุ้มค่าในระยะยาว ไม่ต้องกลัวว่าเมื่อไหร่เว็บไซต์จะถูกแบน

หลักการทำ SEO White Hat สามารถทำได้ง่าย ๆ ดังนี้

1. ความขยันและอดทนมาเป็นอันดับแรก คุณต้องขยันที่จะอัพเดตข้อมูลของเว็บไซต์อยู่เป็นประจำ ซึ่งแน่นอนว่าการอัพเดตเว็บเป็นประจำ นอกจากจะมีคนเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์คุณบ่อย ๆ แล้ว บอทก็เข้ามาบ่อย ๆ เช่นกัน แล้วอันดับของคุณก็จะดีตามไปด้วย

2. การหาลิงค์มายังเว็บไซต์ของคุณ หรือที่เรียกว่า Back Link ซึ่งก็หนีไม่ผลที่คุณจะต้องมีความขยัน และอดทนอีกเช่นเคย เพราะสายขาว ต้องใช้มือ ไม่มีการใช้โปรแกรม Auto ต่าง ๆ และการที่คุณจะได้ Back Link ก็มาได้จากหลาย ๆ วิธี ซึ่งได้พูดไปแล้วบ้างใน บทความเรื่อง Back links หัวใจของการทำ SEO ตาม URL ดังนี้



แต่นอกเหนือจากนี้แล้วอะไร เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ช่วยส่งเริมกันได้ทั้งนั้น มาดูวิธีการหาสารพัด Black link และช่องทางการเข้าถึงเว็บไซต์ของเรากัน

1. Webboard Signature เชื่อได้ว่า ในวันหนึ่ง ๆ คุณคงเข้าไปเยี่ยมเว็บบอร์ดที่ไหนบ้างสักแห่ง หรืออาจจะมีบอร์ดประจำตัวที่เข้าไปเยี่ยมชมกันทุกวัน และบอร์ดที่ว่านี่ล่ะ ที่จะเป็นช่องทางสร้าง Back Link ให้คุณได้ อย่างเช่นในส่วนลายเซนต์ของคุณ ที่เคยมีข้อความเก๋ ๆ แต่ไม่เคยมีประโยชน์ ทำไมไม่เอา Keyword และ URL ของเว็บไซต์ของคุณไปใส่ล่ะ สามารถสร้างประโยชน์ได้อย่างที่คิดไม่ถึงกันเลยทีเดียว วัน ๆ หนึ่งเราตั้งกระทู้กี่กระทู้ เราตอบกระทู้กี่กระทู้ ยิ่งจำนวนเหล่านี้มีเยอะเท่าไหร่ บอทก็จะเยอะขึ้น Back Link ที่คุณจะได้จากบอร์ดแห่งนี้ก็จะเยอะตามไปด้วย

นอกจากนี้เวลาคุณโพสต์ มันจะขึ้น Username หรืออาจเป็นชื่อ Nick ของคุณที่คุณได้ตั้งไว้ แล้วทำไมไม่เอา URL เว็บของคุณมาตั้งล่ะ ยกตัวอย่างเช่น ใช้ Nick หรือ Uername ว่า thainextstep.com ถ้าใส่ดอท ไม่ได้ เอาแค่ thainextstep ก็ได้ ถ้าข้อมูลที่เราไปโพสต์ไว้ คนที่เค้าได้ดูแล้วเค้าสนใจ หรือแค่ เอ๊ะใจ ก็อาจเข้ามาเว็บของเราได้ ถือเป็นการเพิ่ม trffic ให้กับเว็บของเราได้อีกวิธีหนึ่ง

2. Link Exchange หรือ การแลกลิงค์ เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะสามารถสร้าง trffic และ Back Link ให้กับคุณได้ โดยเฉพาะหากเป็นการแแลกลิงค์กับเว็บที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกัน หรือเป็นการแลกลิงค์กับเว็บที่มีค่า PR สูงกว่าเว็บไซต์ของเราด้วยแล้ว จะถือได้ว่า Back Link นั้น เป็น Back Link คุณภาพ คุ้มค่ากับการแลกเปลี่ยน

Back links หัวใจของการทำ SEO

ฝรั่งเค้าเคยพูดว่า Content is King, but Linking is Queen นั้นก็คือสิ่งที่สำคัญสำหรับการทำ SEO รองลงมาจาก Content ก็คือลิงค์นั้นเองค่ะ โดยเฉพาะลิงค์ที่เป็นหัวใจของการทำ SEO ที่เรียกว่า Back links


หัวใจของการทำ SEO ก็คือการหาลิงค์เข้ามายังเว็บไซต์ของเรานั้นเอง หรือที่เราเรียกลิงค์ประเภทนี้กันว่า Back links แต่ไม่ใช่แค่หาเท่านั้นหน้าที่จริงของเราก็คือทำให้มันเกิด Back links ซึ่งวิธีการก็มีหลาย ๆ อย่างที่ทำให้เกิด Back links

การทำให้เกิด Back links วิธีแรกที่เราทำ SEO กันก็คือ การ Submit Site ใน Search Engine นั้นเอง รวมถึงการ Submit ในสารบัญต่าง ๆ เป็นต้น

นอกจากนี้แล้วก็อาจใช้วิธีโพสต์ประกาศตามที่ Webboard ฟรีต่าง ๆ ที่เค้าอนุญาตให้เราลงกันได้ฟรี

หรือถ้าใครมีความรู้เรื่องอะไรดี ๆ ก็อาจไปลงบทความต่าง ๆ ไว้ในเว็บ ๆ ต่าง ๆ ที่มีการให้เราเขียนบทความลงได้

รวมถึงชุมชนออนไลน์ต่าง ๆ ก็เป็นแหล่งที่สำคัญที่เราจะใช้ในการกระจายเว็บไซต์ของเราได้ ไม่ว่าจะเป็น Blog, Hi5 ฯลฯ ที่กำลังดัง ๆ อยู่ในขณะนี้

ทุกแหล่งสำหรับการทำ Back links ที่พูดถึงไปข้างต้น เราจะต้องใส่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ของเราไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียด คำ Keyword ต่าง ๆ และที่ขาดเสียไม่ได้ก็คือ ลิงค์สำหรับลิงค์กลับมายังเว็บไซต์ของเรา นั้นเอง

ยิ่งโปรโมทมาก ยิ่งมี Back links มากเว็บไซต์เราก็จะมีผลต่อการจัดลำดับ และทำให้เว็บไซต์ของเราเป็นที่รู้จักมีคนเข้ามาเยี่ยมชมมากยิ่ง ๆ ขึ้นไป

การทำ Back links นี้ยังต้องคำนึงถึงคุณภาพด้วย

การจัดการเว็บเพจ ให้ถูกหลัก SEO

การจัดการให้หน้าเว็บเพจแต่ละหน้าในเว็บไซต์ของเรา เป็นไปตามหลักของ SEO จะทำให้เว็บไซต์ของเรามีการจัดอันดับที่ดีขึ้นได้ การจัดการเว็บเพจต้องทำอย่างไรบ้าง ดูได้ในบทความนี้


การทำ SEO ให้กับเว็บเพจแต่ละหน้าของเว็บไซต์ จะทำให้เว็บไซต์ของเราเป็นมิตร (friendly) กับ Robot ต่าง ๆ ของ Search Engine ได้นะค่ะ เมื่อเป็นมิตรกันก็คุยกันรู้เรื่อง เวลาใครถาม (ค้นหา) เว็บไซต์ของเราจาก Search Engine จะทำให้สามารถบอกข้อมูลของเว็บไซต์เราได้ (ทำยังกะบอทเป็นคนเลยอ่ะ)

วิธีการทำให้เว็บไซต์ของเราเป็นมิตรกับบอท ก็ทำได้ง่าย โดยการจัดการเว็บเพจแต่ละหน้า ตามรายละเอียดดังนี้


1. ชื่อไฟล์และชื่อโฟลเดอร์ การตั้งชื่อไฟล์และชื่อโฟลเดอร์ที่เกี่ยวข้องกับเว็บเพจหน้านั้น ควรตั้งชื่อให้สื่อความหมาย หรือมีคีย์เวิร์ดปนด้วย (เพราะบอทอ่านออกนะ) ไม่ว่าจะเป็นชื่อของเพจ ไม่ว่าจะเป็น .html .php ฯลฯ รวมทั้งชื่อโฟลเดอร์ที่เก็บไฟล์รูปและไฟล์เอกสารเว็บเพจ นอกจากนี้ชื่อรูปต่าง ๆ ที่ใช้ประกอบหน้าเว็บเพจนั้น ก็ควรเป็นข้อความที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของเพจนั้น ๆ ด้วย ตัวอย่างเช่น

หน้านี้เกี่ยวกับ SEO Guide เว็บมาสเตอร์เลยตั้งดังนี้
ชื่อไฟล์ seo-guide_article.php
ชื่อโฟล์เดอร์ seo-guide

2. เมนูของเว็บไซต์ การตั้งชื่อเมนูและตำแหน่งขอเมนูในหน้าของเพจ มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการจัดการเว็บเพจให้ถูกหลัก SEO เราจะต้องตั้งชื่อเมนูให้มีความหมาย และควรวางตำแหน่งของลิงค์เมนูที่เกี่ยวของกับเว็บไซต์ของเราไว้บริเวณส่วนบนสุดของเพจ (ยัดลิงค์เมนู) หรือไม่ควรเกินลิงค์ที่ 300 ในหน้าเพจนั้น ๆ เนื่องจากบอทจะทำการอ่านข้อมูลจากด้านบนของเพจ หากเจอลิงค์เมนู บอทก็จะตามลิงค์เข้าไปกวาดข้อมูลในหน้าถัดไปด้วย ซึ่งบอทยิ่งตามเข้าไปเก็บข้อมูลมากก็จะมีผลดีต่อเว็บไซต์ของเรา แต่บอทจะไม่กวาดตามเข้าไปในทุก ๆ ลิงค์เมนูของหน้าเพจ แต่จะตามลิงค์เข้าไปแค่ 300 ลิงค์แรกของหน้าเพจเท่านั้น

ดังนั้นจึงไม่ควรที่จะนำลิงค์เมนูเว็บของเราไปวางที่ตำแหน่งล่าง ๆ เพราะจะหมดโอกาสที่จะถูกบอทเก็บข้อมูล ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรที่จะนำเมนูลิงค์เชื่อมโยงไปยังไซต์อื่น ๆ มาว่างไว้ที่ตำแหน่งด้านบน

สังเกตตัวอย่างได้จาก การลิงค์แบนเนอร์แลกลิงค์หรือแลก text link ซึ่งเป็นลิงค์ที่ออกนอกไซต์ (Outbound Link) จะถูกแสดงอยู่บริเวณด้านล่างของเว็บเพจ

3. ควบคุมจำนวนของ Outbound Link Outbound Link หรือ ลิงค์ที่เชื่อมโยงออกนอกเว็บไซต์ ควรที่จะมีไม่มากนัก ทั้งนี้เนื่องจาก Search Engine อย่าง Google.com จะพิจารณาจำนวนของลิงค์ที่ทำการเชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของเรา ซึ่งจะพิจารณาจากทั้ง Outbound Link และ Inbound Link ซึ่งหาก Outbound Link ของเว็บไซต์เรามีเยอะ จะทำให้ค่า PR (PageRank) ของเรามีค่าน้อย ซึ่งจะมีผลต่อการจัดลำดับรายการการค้นหา ทำให้อันดับของเว็บไซต์เราลดลง ในขณะเดียวกันหาก Outbound Link ของเราน้อยก็จะมีผลดีกับเว็บไซต์ของเรา

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ให้เว็บไซต์ของเรามี Outbound Link เลย เพราะ Outbound Link ที่คุ้มค่าก็มี ตัวอย่างเช่น การแลกลิงค์กับเว็บอื่น ๆ ถึงแม้เรามี Outbound Link แต่ในขณะเดียวกันก็มี Inbound Link ทำให้ไม่มีผลเสียกับเว็บเรา เนื่องจาก Outbound Link เป็นการเพิ่มช่องทางในการที่คนจะเข้าเว็บไซต์เราเพิ่มขึ้น

4. การใช้ CSS เป็นการแบ่งส่วนต่าง ๆ ของเว็บเก็บแบบแยก แล้วมีการเรียกเข้ามาใช้งานในเพจ ซึ่งจะช่วยให้บอทสามารถโหลดส่วนต่าง ๆ ของเว็บ เพราะบางส่วนเช่นสคริปต์ต่าง ๆ บอทจะอ่านไม่ออก และหากมีการใส่สคริปต์ไว้ในหน้าเพจเดียว บอทเจอเยอะ ๆ เดียวบอทมีอาการงอนออกจากเว็บไปดื้อ ๆ จะส่งผลเสียทำให้เก็บข้อมูลของเราไม่ครบ และอีกอย่างก็คือหากไม่มีการจัดการเว็บเพจโดยใช้ CSS ช่วยจะทำให้หน้าเพจบวมเกินไป

5. ทำขนาดของเว็บเพจให้น้อยที่สุด ถือเป็นเรื่องที่สำคัญและเห็นผลกันอย่างชัด ๆ เนื่องจาก Google จะให้ความสำคัญกับขนาดของไฟล์ ซึ่งยิ่งมีขนาดน้อยได้ยิ่งดี เพราะหากเว็บที่มีข้อมูลต่าง ๆ เหมือนกัน แต่แตกต่างกันที่ขนาดของไฟล์ จะทำให้เว็บไซต์ที่มีขนาดหน้าเว็บเพจน้อยกว่าทำอันดับดีกว่า ซึ่งขนาดหน้าเว็บเพจควรมีขนาดไม่เกิน 32 kb. โดยเฉพาะหน้าโฮมเพจ จึงควารจัดการให้มีขนาดให้น้อยที่สุดเข้าไว้ เพื่อที่จะได้ทำดันดับสูง ๆ ใน Search Engine อย่าง Google

ทำความรู้จัก Search Engine

บทที่แล้วได้เกริ่นไปกี่ยวกับ SEO และเมื่อพูดถึง SEO หากจะไม่พูดถึงเรื่องของ Search Engine ก็คงกะไรอยู่ เพราะว่ามีเหล่า Search Engine นี่แหละ ถึงเริ่มมีการแข่งขันการทำ SEO กันอย่างมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะอิทธิพลของ Search Engine ที่มีชื่อว่า Google.com

จากการที่ได้เกริ่นไปข้างต้น ว่า Google.com เป็น Search Engine ตัวหนึ่ง (หรือจะเรียก ที่หนึ่ง ก็ได้) ซึ่งหากเราเราจะเรียกแบบบ้าน ๆ ตามประสาคนท่องเว็บแล้ว Search Engine ก็คือ เครื่องมือในการค้นหาข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตนั่นเอง นอกจาก Google แล้วยังมี Search Engine อีกหลาย ๆ ที่ ซึ่งดัง ๆ ที่เราพอจะคุ้นตาคุ้นหูอยู่บ้างก็อาทิเช่น Yahoo MSN เป็นต้น (ขอแนะนำที่ดัง ๆ เป็นพอ ไม่ดังไม่สน)

ซึ่งในปัจจุบันหากให้เดาเพื่อน ๆ คงจะพอเดาถูกว่า Search Engine ที่ดังที่สุด (มีคนใช้เยอะสุด ๆ) ก็คือ Search Engine พระเอกที่ชื่อว่า Google.com นั่นเอง ซึ่งเป็น Search Engine ที่มีคนใช้เยอะมาก ๆ ทั้ง ๆ ที่มีให้บริการมาไม่กี่ปีนี่เอง เปิดบริการมาไม่นานก็แซงหน้าขาใหญ่เดิมอย่าง Yahoo ไปชนิดที่เรียกว่ามองแทบไม่เห็นฝุ่น ก็เพราะว่าด้วยรูปแบบที่ใช้งานง่าย และรวดเร็วนั่นเอง แถมเป็นภาษาไทยด้วย ยิ่งถูกใจคนไทยเป็นอย่างยิ่ง

ซึ่งปรากฏการ google ฟรีเว่อร์นี้เอง ที่ทำให้คนส่วนหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็น Webmaster หันมาทำ SEO เจาะที่ Search Engine ที่มีชื่อว่า Google กันอย่างถล่มทะลาย

พูดไปเรื่องของ SEO แต่ล่ะที่ ที่ดัง ๆ ไปแล้ว เราก็มารู้เรื่องเกี่ยวกับประเภทของ Search Engine กันซักหน่อย ซึ่ง Search Engine ก็มีอยู่หลาย ๆ ประเภท ดังนี้

1. แบบอาศัยการเก็บข้อมูลเป็นหลัก (Crawler-Based Search Engine)
หลักการนี้เป็นการใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Crawler-Based Search Engine เป็นเครื่องมือที่ทำการบันทึกและเก็บข้อมูลเป็นหลัก ซึ่งเป็นประเภท Search Engine ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน

ซึ่งการทำงานประเภทนี้ จะใช้โปรแกรมตัวเล็ก ๆ ที่เรียกว่า Web Crawler หรือ Spider หรือที่เรียกอีกอย่างว่า Search Engine Robots หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า บอท ในภาษาไทย www คือเครือข่ายใยแมงมุม ตัวโปรแกรมเล็ก ๆ ตัวนี้ก็คือแมงมุมนั่นเอง โดยเจ้าแมงมุมตัวนี้จะทำการไต่ไปยังเว็บไซต์ต่าง ๆ ทั่วโลกอินเตอร์เน็ต โดยอาศัยไต่ไปตาม URL ต่าง ๆ ที่มีการเชื่อมโยงอยู่ในแต่ละเพจ แล้วทำการ Spider กวาดข้อมูลที่จำเป็นต่าง ๆ (ขึ้นอยู่กะ Search Engine แต่ละที่ว่าต้องการเก็บรวบรวมข้อมูลอะไรบ้าง) แล้วเก็บลงฐานข้อมูล การใช้โปรแกรมกวาดข้อมูลแบบนี้ จึงทำให้ข้อมูลที่ได้มีความแม่นยำ และสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลได้เร็วมาก Search Engine ที่เป็นประเภทนี้ เช่น Google Yahoo MSN

2. แบบสารบัญเว็บไซต์ (Web Directory)
Search Engine ที่เป็นแบบนี้มีอยู่หลายเว็บไซต์มาก ๆ ที่ดังที่สุดในเมืองไทย ที่เอ่ยออกไปใครใครคงต้องรู้จัก นั้นก็คือที่สารบัญเว็บของ Sanook.com ซึ่งหลาย ๆ คนคงเคยเข้าไปใช้บริการ หรืออย่างที่ Truehits.com เป็นต้น

ส่งที่เราจะสังเกตเห็นจาก Search Engine ประเภทนี้ก็คือ ลักษณะของการจัดเก็บข้อมูลที่แสดงให้เราเห็นทั้งหมด ว่ามีเว็บอะไรบ้างอยู่ในฐานข้อมูล ซึ่งแตกต่างจากประเภทแรก ที่หากคุณไม่ค้นหาโดยใช้คำค้น หรือ Keyword แล้ว คุณจะมีทางทราบเลยว่ามีเว็บไซต์อะไรอยู่บ้าง และมีเว็บอยู่เท่าไหร่

แบบสารบัญเว็บไซต์ จะแสดงข้อมูลที่รวบรวมเว็บไซต์ที่มีทั้งหมดในฐานข้อมูล และจะแบ่งเป็นหมวดหมู่ และอาจจะมีหมวดหมู่ย่อย ซึ่งผู้ค้นหาข้อมูลสามารถคลิกเข้าไปดูได้

หลักการทำงานแบบนี้ จะอาศัยการเพิ่มข้อมูลจากเจ้าของเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่ต้องการประชาสัมพันธ์เว็บ หรืออาจใช้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลส่วน Search Engine เป็นผู้หาข้อมูลเว็บไซต์มาเพิ่มในฐานข้อมูล ซึ่งข้อมูลในส่วนของสารบัญเว็บไซต์จะเน้นในด้านความถูกต้องของฐานข้อมูล ซึ่งข้อมูลเว็บไซต์ที่ถูกเพิ่มเข้ามาจะถูกตรวจสอบและแก้ไขจากผู้ดูแล

3. แบบอ้างอิงในคำสั่ง Meta Tag (Meta Search Engine )
Search Engine ประเภทนี้จะอาศัยข้อมูลใน Meta tag (อยากรู้ดูในบทความหน้า) ซึ่งเป็นส่วนของข้อมูลที่อยู่ในแท็ก HEAD ของภาษา HTML ซึ่งข้อมูลในส่วนนี้ จะเป็นส่วนที่ให้ข้อมูลกับ Search Engine Robots

Search Engine ประเภทนี้ไม่มีฐานข้อมูลของตนเอง แต่จะอาศัยข้อมูลจาก Search Engine Index Server ของที่อื่น ๆ ซึ่งข้อมูลจะมาจาก Server หลาย ๆ ที่ ดังนั้น จึงมักได้ผลลัพธ์จากการค้นหาที่ไม่แม่นยำ


Black Hat การทำ SEO สายวิชามาร


การทำ SEO นั้นมีหลายวิธีด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นแบบสายขาว และสายดำ แต่ที่คนทำเว็บและทำ SEO ต้องระวังให้มาก ๆ ก็คือในด้านสายดำ ที่เราเรียกกันว่า Black Hat ต้องระวังอย่างไรดูได้ในบทความนี้

Black Hat เป็นวิธีการหนึ่งที่จะทำให้เว็บไซต์เราติดอันดับที่ดี ๆ ใน Google ได้ง่าย ๆ และรวดเร็วมาก ...แต่คุณก็ต้องระวังและทำใจที่จะได้รับผลกระทบที่เลวร้ายแบบสุด ๆ ที่อาจเกิดกับเว็บไซต์ของคุณไว้ด้วย ...

การทำ Black Hat มีด้วยกันอยู่หลาย ๆ วิธี ซึ่งล้วนใช้คำจำกัดความแบบบ้าน ๆ ได้ว่า "โกง" การทำ SEO นั้นเอง กลโกงในการทำ SEO มีอยู่ด้วยกันหลาย ๆ วิธี ซึ่งวัตถุประสงค์ของมันก็เพื่อทำอันดับให้เว็บอยู่ลำดับต้น ทั้งนี้เพื่อหวังจำนวนการคลิกเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์นั้นเอง



มาลองดูวิธีการทำ SEO แบบ Black Hat กันค่ะ

ตัวอย่างการทำ Black Hat
วิธีนี้บางคนคงเคยเห็นมาบ้าง นั้นก็คือการทำหน้าแรกที่ประกอบไปด้วยคำค้นทั้งหน้าเพื่อให้บอทเก็บข้อมูล ก่อนที่จะทำการ Redirect เข้าไปยังหน้าเว็บจริง ๆ

โดยปกติดแล้ว Hosting จะกำหนดลำดับความสำคัญของชื่อแรกที่ใช้เรียกหน้า Home page มาแสดงผล ซึ่งอาจจะเป็น index.htm, index.htnl, index.php เป็นต้น (ขอยกตัวอย่าง ซึ่งขอมูลในส่วนนี้แล้วแต่ Hosting แต่ละที่จะกำหนด)

สมมุติว่ามันเรียงตามลำดับข้างต้น ก็จะทำ Black Hat โดยการยัด Keyword ที่ได้รับความนิยม เช่น เกมส์, ดูหนัง, ฯลฯ (เป็นคำที่คนมักค้นกันมาก ๆ) ซึ่งอาจไม่ใช่ Keyword ที่เกี่ยวข้องกับเว็บนั้น ๆ เลย วิธีการทำ Black hat ก็คือการนำคำค้นเหล่านั้นมาใส่ไว้ในหน้าชื่อ index.htm ส่วน index.html จะเป็นหน้า Home page จริง

เมื่อทำอย่างนี้ เมื่อบอทเข้ามาเก็บข้อมูลก็จะเอาข้อมูลที่เจอในหน้าแรกไปไว้ในระบบฐานข้อมูล เมื่อมีการค้นหาคำเหล่านั้น เช่น ค้นหาคำว่า "ดูหนัง" ก็จะมีเว็บไซต์ที่ทำ Black Hat ไปปรากฏด้วย ทำให้มีโอกาสถูกคลิกสูงกว่าปกติ และเมื่อถูกคลิกก็จะมีผลทำให้อันดับดีมากขึ้น

พูดมาถึงตอนนี้เพื่อน ๆ ที่อ่านบทความนี้ก็คงเคยเจอที่ค้นหาข้อมูลข้อมูลหนึ่ง เมื่อคลิกรายชื่อเว็บที่ค้นหาได้ แต่เมื่อเข้าไปในเว็บไซต์นั้น ๆ แล้วกลับไม่เจอขอมูลที่เราต้องการ ...และถ้าเพื่อน ๆ คิดว่าไม่เห็นหน้า ที่มี Keyword เยอะ ๆ เลยนั้น นั้นก็เพราะมันมีขั้นตอนที่ทำให้แนบเนียนขึ้นอีก นั้นก็คือในหน้าที่ยัดข้อมูล Keyword อยู่นั้น เค้าจะทำให้สีตัวอักษรเป็นสีเดียวกับพื้นหลังนั้น ... ยัง...ยังไม่พอนอกจากนั้นแล้ว ยังมีการทำให้แสดงผลหน้านั้นแค่เพียงเว็บเดียว ด้วยวิธีการ Redirect เข้าหน้าหลักที่เป็นหน้า Home page จริง โดยการใช้เวลาที่น้อยมาก ๆ จนตาของคนเรามองไม่ทัน แต่บอทมันไม่เหมือนเรา บอทมันไวมากมันเห็นการมีอยู่ของหน้า ๆ นั้น และมันจะเก็บข้อมูลหน้า ๆ นั้นได้

และเมื่อเป็นอย่างนี้ ผลของเว็บไซต์ที่ทำ Black Hat ก็จะทำอันดับได้รวดเร็วมาก ๆ แต่... ถ้าไม่มีใครเจอ หรือ Search Engine ไม่เจอก็ดีไป แต่... หากโดนเจอก็ซวยแบบสุด ๆ เพราะวิธีการเหล่านี้นั้นถือเป็นการทำกฏของ Search Emgine ซึ่งถือได้ว่าร้ายแรงมาก ๆ ซึ่งเว็บไซต์ที่โดนจับได้ว่าทำผิด จะถูก De-Index ออกจากสาระบบของ Search Engine

และถ้าหากเป็นแบบนั้นก็จะไม่มีใครเจอเว็บไซต์ของคุณจากการค้นหาอีกเลย ผลเลวร้ายแบบสุด ๆ ที่คุณจะได้เจอก็คือไม่มีคนรู้จักเว็บไซต์คุณ และไม่มีใครเข้าเว็บไซต์ของคุณอีก...

สุดท้ายนี้ขอบอกก่อนนะค่ะ ใครจะทำ SEO แบบ Black Hat ก็แล้วแต่สิทธิส่วนบุคคลของเจ้าของเว็บไซต์ ...แต่โดยส่วนตัว Webmaster ไม่ขอแนะนำให้ทำเช่นนั้นเลย บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อให้รู้จัก Black Hat และโทษของมัน



วันอังคารที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

วิธีนำโฆษณามาติดเว็บ/บล็อกของเรา เพื่อทำเงิน



วิธีนำโฆษณามาติดเว็บ/บล็อกของเรา เพื่อทำเงิน

ในหัวข้านี้ จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับวิธีนำ Code โฆษณามาใช้วิธีนำ Code โฆษณามาจาก Google AdSenseหลังจากสมัคร Google AdSense ผ่านเรียบร้อยแล้ว ให้คุณ Login เข้า Google AdSense ก่อน หรือ http://www.google.com/adsense
เมื่อ Login เข้า 
Google AdSense เป็นที่เรียบร้อยแล้วให้คลิกที่ AdSense Setup จะมี Ads (โฆษณา) ให้เลือก 3 รูปแบบ ดังนี้.-
1. AdSense for content: เป็นโฆษณาที่มีเนื้อหาสอดคล้องกับเว็บไซต์ ซึ่งแบ่งออก 2 ข้อย่อย ดังนี้.-- Ad unit : สร้างโฆษณาแบบข้อความอย่างเดียว, สร้างโฆษณาแบบรูปภาพอย่างเดียว หรือ สร้างโฆษณาแบบข้อความสลับแบบรูปภาพก็ได้ โดยโฆษณานั้นจะมีเนื้อหาสอดคล้องกับเนื้อหาเว็บไซต์ของคุณ ในแต่ละหน้าเว็บเพจติดได้ 3 อัน ดูขนาดของโฆษณา [คลิกที่นี่]- Link unit : สร้างโฆษณาแบบลิงค์ ซึ่งลักษณะโฆษณาเหมือนลิงค์ หรือ หัวข้อของเว็บไซต์ ซึ่งโฆษณานั้นก็จะมีเนื้อหาสอดคล้องกับเนื้อหาเว็บไซต์ของคุณ เช่นกัน ในแต่ละหน้าเว็บเพจติดได้ 1 อัน ดูขนาดของโฆษณา [คลิกที่นี่]
- เมื่อเลือกได้แล้ว กดที่ปุ่ม Continue >>
- หน้าถัดมานี้ ให้เรากำหนดสี, ขนาดและ Channel คือ สถิติของโฆษณาแต่ละตัว ให้สร้างชื่อโฆษณาแต่ละตัว เวลาเช็คผล จะทราบว่าโฆษณาแต่ละตัวมีผู้คลิกมากน้อยเพียงใดได้ หรือ ไม่ต้องสร้างก็ได้ เช่นกัน เมื่อปรับแต่งแล้ว กดที่ปุ่ม Continue >>
- หน้าถัดมานี้ ก็คือ Code โฆษณา ของ Google AdSense ที่ใช้มาใส่ในเว็บไซต์/บล็อก- ให้ คัดลอก(Copy) Code แล้วเปิดโปรแกรม Notepad (ซึ่งจะมีอยู่ทุกเครื่องไปที่ Start > Progrsms > Accessories > Notepad) จากนั้นให้ วาง(Past) Code ใส่ในโปรแกรม Notepad และ Save เก็บไว้สามารถนำมาใช้ได้ทุกเวลาโดยไม่ต้องมาสร้างใหม่
สำหรับการขอ AdSense for search และ Referrals ก็มีหลักคล้ายๆ กัน
2. AdSense for search : เป็นการสร้าง Code โฆษณา เพื่อจะได้กล่องสำหรับค้นหาเว็บไซต์ (Search Box) มาติดในเว็บไซต์ ซึ่งผู้เยี่ยมชมก็ใช้ค้นหาเว็บไซต์ได้ทั่วโลก และยังใช้ในการค้นหาข้อมูลในเว็บไซต์ของคุณก็ได้ สามารถปรับแต่งกล่องค้นหาเว็บไซต์ให้เข้ากับเว็บไซต์ของคุณได้อีกด้วย ในแต่ละหน้าเว็บเพจติดได้ 2 อัน
หมายเหตุ.-
- สำหรับ Site language ให้เลือกเป็นภาษา English
- Your site encoding ให้เลือก Unicode (UTF-8)
3. Referrals : เป็นโฆษณาเพื่อแนะนำบริการต่าง ๆ ของ Google มีรายได้จากการแนะนำ มีให้เลือก 4 ข้อย่อย ดังนี้.-- Google AdSense : แนะนำ AdSense ในแต่ละหน้าเว็บเพจติดได้ 1 อัน- Google AdWords : แนะนำ AdWords ในแต่ละหน้าเว็บเพจติดได้ 1 อัน- Firefox : แนะนำให้ดาวน์โหลด Firefox ในแต่ละหน้าเว็บเพจติดได้ 1 อัน- Picasa : แนะนำให้ดาวน์โหลด Picasa ในแต่ละหน้าเว็บเพจติดได้ 1 อัน

***ห้ามแก้ไข Code นั้น ๆ โดยด็ดขาด
สรุปข้อกำหนดในการวาง Google AdSense
• Ad unit ไม่เกิน หน้าละ 3 จุด
• Link unit ไม่เกินหน้าละ 1 จุด
• Search Box ไม่เกินหน้าละ จุด
• Referrals ไม่เกินหน้าละ 4 จุด โดยห้ามซ้ำกัน (AdSense, AsWords, Firefox, Picasa)

คุณสามารถนำ Code ไปติดไว้ที่เว็บใด ๆ ก็ได้ถ้าเป็นเว็บของคุณ มี 100 เว็บก็ติดได้ทั้ง 100 เว็บครับ มีกี่หน้าติดได้หมด.เมื่อคุณได้ Code ที่ต้องการแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะได้ศึกษาว่า จะนำโค๊ดที่ได้นี้ไปติดเว็บไซต์/บล็อกของเราอย่างไร

# วิธีติดโฆษณา สำหรับบล็อก Blog
http://www.adsensethai.net/Step5-1.html

# วิธีติดโฆษณา สำหรับเว็บไซต์
http://www.adsensethai.net/Step5-2.html
ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
http://www.adsensethai.net/
http://thaiadsense-thailandadsense.blogspot.com/
http://thaiadsense-online-free.blogspot.com/

ขั้นตอนการสมัครเป็นสมาชิก Google AdSense ฟรีๆ



เตรียมตัวก่อนลงมือสร้างธุรกิจง่ายๆ ฟรีๆ กับ Google AdSense

หัวข้อนี้จะได้เรียนรู้ในการเตรียมเสบียงว่า ในการทำธุกิจ Online กับ Google AdSense นั้น สิ่งที่คุณต้องมีคือ

1. ต้องมี Gmail >>> สมัครฟรีได้ที่
http://www.adsensethai.net/Step2-1.html
(คุณสมบัตของ Gmail ที่คุณอาจไม่รู้มาก่อนว่า เหตุใดจึงต้องใช้ Gmail >>> 
http://mail.google.com/mail/help/intl/th/why_gmail.html )

2. ต้องมีเว็บไซต์/บล็อก (คุณสามารถเรียนรู้วิธีสร้างเว็บไซต์/บล็อกง่ายๆ)>>> ฟรีได้ที่
http://www.adsensethai.net/Step2-2.html
สำหรับผู้ที่ยังไม่มีเว็บไซต์ไม่ต้องกลัวนะครับ ผมจะสอนวิธีการสมัครใช้งาน เว็บบล็อก (Blog) อย่างละเอียดยิบ ชนิดที่ดูแล้วเข้าใจ สามารถนำไปใช้งานได้เลยครับ
ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
http://www.adsensethai.net/
http://thaiadsense-thailandadsense.blogspot.com/
http://thaiadsense-online-free.blogspot.com/


ขั้นตอนการสมัครเป็นสมาชิก Google AdSense ฟรีๆ
เมื่อคุณมีเว็บบล็อกของคุณเองแล้ว จากบทที่แล้ว ในบทนี้จะได้เรียนรู้วิธี/ขั้นตอนการสมัคร AdSense ครับ ในขณะนี้ Google AdSense ยังไม่รองรับเว็บไซต์ภาษาไทย แต่ในอนาคตคาดว่า ทาง Google AdSense จะยอมรับเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาที่เป็นภาษาไทย ดังนั้นเพื่อความมั่นใจ ควรนำเว็บบล็อกที่มีเนื้อหาภาษาอังกฤษมาทำการสมัครให้ผ่านก่อน
ขั้นตอนการสมัคร Google AdSense
การสมัคร Google AdSense ดังที่เราได้แนะนำการสร้างเว็บบล็อกเป็นภาษาอังกฤษเรียบร้อยแล้ว ทำให้คุณสมัคร Google AdSense ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร คือ น่าจะผ่านเกือบ 100%
สามารถเข้าสู่ขั้นตอนการสมัครได้ที่
http://www.adsensethai.net/Step3.html