วันศุกร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

SEO White Hat

การทำ SEO สาย White นั้นค่อนข้างจะลำบากกันไม่น้อย ด้วยว่าผู้ทำ SEO สาย White นั้น เป็นสายที่ทำ SEO อย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการใช้โปรแกรมช่วยโพสต์ ช่วย Submit และไม่มีการทำ Black Hat ซึ่งเรียกได้ว่าต้องใช้ มือล้วน ๆ ดังนั้นสิ่งที่ตามมาก็คือ คุณต้องใช้เวลาที่มากพอสมควร และต้องอาศัยจิตใจที่มั่นคงของผู้ทำด้วย ไม่งั้นอาจจะถอดใจเลิกไปเสียก่อน แต่การทำสายขาวก็เป็นการทำ SEO ที่คุ้มค่าในระยะยาว ไม่ต้องกลัวว่าเมื่อไหร่เว็บไซต์จะถูกแบน

หลักการทำ SEO White Hat สามารถทำได้ง่าย ๆ ดังนี้

1. ความขยันและอดทนมาเป็นอันดับแรก คุณต้องขยันที่จะอัพเดตข้อมูลของเว็บไซต์อยู่เป็นประจำ ซึ่งแน่นอนว่าการอัพเดตเว็บเป็นประจำ นอกจากจะมีคนเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์คุณบ่อย ๆ แล้ว บอทก็เข้ามาบ่อย ๆ เช่นกัน แล้วอันดับของคุณก็จะดีตามไปด้วย

2. การหาลิงค์มายังเว็บไซต์ของคุณ หรือที่เรียกว่า Back Link ซึ่งก็หนีไม่ผลที่คุณจะต้องมีความขยัน และอดทนอีกเช่นเคย เพราะสายขาว ต้องใช้มือ ไม่มีการใช้โปรแกรม Auto ต่าง ๆ และการที่คุณจะได้ Back Link ก็มาได้จากหลาย ๆ วิธี ซึ่งได้พูดไปแล้วบ้างใน บทความเรื่อง Back links หัวใจของการทำ SEO ตาม URL ดังนี้



แต่นอกเหนือจากนี้แล้วอะไร เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ช่วยส่งเริมกันได้ทั้งนั้น มาดูวิธีการหาสารพัด Black link และช่องทางการเข้าถึงเว็บไซต์ของเรากัน

1. Webboard Signature เชื่อได้ว่า ในวันหนึ่ง ๆ คุณคงเข้าไปเยี่ยมเว็บบอร์ดที่ไหนบ้างสักแห่ง หรืออาจจะมีบอร์ดประจำตัวที่เข้าไปเยี่ยมชมกันทุกวัน และบอร์ดที่ว่านี่ล่ะ ที่จะเป็นช่องทางสร้าง Back Link ให้คุณได้ อย่างเช่นในส่วนลายเซนต์ของคุณ ที่เคยมีข้อความเก๋ ๆ แต่ไม่เคยมีประโยชน์ ทำไมไม่เอา Keyword และ URL ของเว็บไซต์ของคุณไปใส่ล่ะ สามารถสร้างประโยชน์ได้อย่างที่คิดไม่ถึงกันเลยทีเดียว วัน ๆ หนึ่งเราตั้งกระทู้กี่กระทู้ เราตอบกระทู้กี่กระทู้ ยิ่งจำนวนเหล่านี้มีเยอะเท่าไหร่ บอทก็จะเยอะขึ้น Back Link ที่คุณจะได้จากบอร์ดแห่งนี้ก็จะเยอะตามไปด้วย

นอกจากนี้เวลาคุณโพสต์ มันจะขึ้น Username หรืออาจเป็นชื่อ Nick ของคุณที่คุณได้ตั้งไว้ แล้วทำไมไม่เอา URL เว็บของคุณมาตั้งล่ะ ยกตัวอย่างเช่น ใช้ Nick หรือ Uername ว่า thainextstep.com ถ้าใส่ดอท ไม่ได้ เอาแค่ thainextstep ก็ได้ ถ้าข้อมูลที่เราไปโพสต์ไว้ คนที่เค้าได้ดูแล้วเค้าสนใจ หรือแค่ เอ๊ะใจ ก็อาจเข้ามาเว็บของเราได้ ถือเป็นการเพิ่ม trffic ให้กับเว็บของเราได้อีกวิธีหนึ่ง

2. Link Exchange หรือ การแลกลิงค์ เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะสามารถสร้าง trffic และ Back Link ให้กับคุณได้ โดยเฉพาะหากเป็นการแแลกลิงค์กับเว็บที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกัน หรือเป็นการแลกลิงค์กับเว็บที่มีค่า PR สูงกว่าเว็บไซต์ของเราด้วยแล้ว จะถือได้ว่า Back Link นั้น เป็น Back Link คุณภาพ คุ้มค่ากับการแลกเปลี่ยน

Back links หัวใจของการทำ SEO

ฝรั่งเค้าเคยพูดว่า Content is King, but Linking is Queen นั้นก็คือสิ่งที่สำคัญสำหรับการทำ SEO รองลงมาจาก Content ก็คือลิงค์นั้นเองค่ะ โดยเฉพาะลิงค์ที่เป็นหัวใจของการทำ SEO ที่เรียกว่า Back links


หัวใจของการทำ SEO ก็คือการหาลิงค์เข้ามายังเว็บไซต์ของเรานั้นเอง หรือที่เราเรียกลิงค์ประเภทนี้กันว่า Back links แต่ไม่ใช่แค่หาเท่านั้นหน้าที่จริงของเราก็คือทำให้มันเกิด Back links ซึ่งวิธีการก็มีหลาย ๆ อย่างที่ทำให้เกิด Back links

การทำให้เกิด Back links วิธีแรกที่เราทำ SEO กันก็คือ การ Submit Site ใน Search Engine นั้นเอง รวมถึงการ Submit ในสารบัญต่าง ๆ เป็นต้น

นอกจากนี้แล้วก็อาจใช้วิธีโพสต์ประกาศตามที่ Webboard ฟรีต่าง ๆ ที่เค้าอนุญาตให้เราลงกันได้ฟรี

หรือถ้าใครมีความรู้เรื่องอะไรดี ๆ ก็อาจไปลงบทความต่าง ๆ ไว้ในเว็บ ๆ ต่าง ๆ ที่มีการให้เราเขียนบทความลงได้

รวมถึงชุมชนออนไลน์ต่าง ๆ ก็เป็นแหล่งที่สำคัญที่เราจะใช้ในการกระจายเว็บไซต์ของเราได้ ไม่ว่าจะเป็น Blog, Hi5 ฯลฯ ที่กำลังดัง ๆ อยู่ในขณะนี้

ทุกแหล่งสำหรับการทำ Back links ที่พูดถึงไปข้างต้น เราจะต้องใส่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ของเราไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียด คำ Keyword ต่าง ๆ และที่ขาดเสียไม่ได้ก็คือ ลิงค์สำหรับลิงค์กลับมายังเว็บไซต์ของเรา นั้นเอง

ยิ่งโปรโมทมาก ยิ่งมี Back links มากเว็บไซต์เราก็จะมีผลต่อการจัดลำดับ และทำให้เว็บไซต์ของเราเป็นที่รู้จักมีคนเข้ามาเยี่ยมชมมากยิ่ง ๆ ขึ้นไป

การทำ Back links นี้ยังต้องคำนึงถึงคุณภาพด้วย

การจัดการเว็บเพจ ให้ถูกหลัก SEO

การจัดการให้หน้าเว็บเพจแต่ละหน้าในเว็บไซต์ของเรา เป็นไปตามหลักของ SEO จะทำให้เว็บไซต์ของเรามีการจัดอันดับที่ดีขึ้นได้ การจัดการเว็บเพจต้องทำอย่างไรบ้าง ดูได้ในบทความนี้


การทำ SEO ให้กับเว็บเพจแต่ละหน้าของเว็บไซต์ จะทำให้เว็บไซต์ของเราเป็นมิตร (friendly) กับ Robot ต่าง ๆ ของ Search Engine ได้นะค่ะ เมื่อเป็นมิตรกันก็คุยกันรู้เรื่อง เวลาใครถาม (ค้นหา) เว็บไซต์ของเราจาก Search Engine จะทำให้สามารถบอกข้อมูลของเว็บไซต์เราได้ (ทำยังกะบอทเป็นคนเลยอ่ะ)

วิธีการทำให้เว็บไซต์ของเราเป็นมิตรกับบอท ก็ทำได้ง่าย โดยการจัดการเว็บเพจแต่ละหน้า ตามรายละเอียดดังนี้


1. ชื่อไฟล์และชื่อโฟลเดอร์ การตั้งชื่อไฟล์และชื่อโฟลเดอร์ที่เกี่ยวข้องกับเว็บเพจหน้านั้น ควรตั้งชื่อให้สื่อความหมาย หรือมีคีย์เวิร์ดปนด้วย (เพราะบอทอ่านออกนะ) ไม่ว่าจะเป็นชื่อของเพจ ไม่ว่าจะเป็น .html .php ฯลฯ รวมทั้งชื่อโฟลเดอร์ที่เก็บไฟล์รูปและไฟล์เอกสารเว็บเพจ นอกจากนี้ชื่อรูปต่าง ๆ ที่ใช้ประกอบหน้าเว็บเพจนั้น ก็ควรเป็นข้อความที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของเพจนั้น ๆ ด้วย ตัวอย่างเช่น

หน้านี้เกี่ยวกับ SEO Guide เว็บมาสเตอร์เลยตั้งดังนี้
ชื่อไฟล์ seo-guide_article.php
ชื่อโฟล์เดอร์ seo-guide

2. เมนูของเว็บไซต์ การตั้งชื่อเมนูและตำแหน่งขอเมนูในหน้าของเพจ มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการจัดการเว็บเพจให้ถูกหลัก SEO เราจะต้องตั้งชื่อเมนูให้มีความหมาย และควรวางตำแหน่งของลิงค์เมนูที่เกี่ยวของกับเว็บไซต์ของเราไว้บริเวณส่วนบนสุดของเพจ (ยัดลิงค์เมนู) หรือไม่ควรเกินลิงค์ที่ 300 ในหน้าเพจนั้น ๆ เนื่องจากบอทจะทำการอ่านข้อมูลจากด้านบนของเพจ หากเจอลิงค์เมนู บอทก็จะตามลิงค์เข้าไปกวาดข้อมูลในหน้าถัดไปด้วย ซึ่งบอทยิ่งตามเข้าไปเก็บข้อมูลมากก็จะมีผลดีต่อเว็บไซต์ของเรา แต่บอทจะไม่กวาดตามเข้าไปในทุก ๆ ลิงค์เมนูของหน้าเพจ แต่จะตามลิงค์เข้าไปแค่ 300 ลิงค์แรกของหน้าเพจเท่านั้น

ดังนั้นจึงไม่ควรที่จะนำลิงค์เมนูเว็บของเราไปวางที่ตำแหน่งล่าง ๆ เพราะจะหมดโอกาสที่จะถูกบอทเก็บข้อมูล ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรที่จะนำเมนูลิงค์เชื่อมโยงไปยังไซต์อื่น ๆ มาว่างไว้ที่ตำแหน่งด้านบน

สังเกตตัวอย่างได้จาก การลิงค์แบนเนอร์แลกลิงค์หรือแลก text link ซึ่งเป็นลิงค์ที่ออกนอกไซต์ (Outbound Link) จะถูกแสดงอยู่บริเวณด้านล่างของเว็บเพจ

3. ควบคุมจำนวนของ Outbound Link Outbound Link หรือ ลิงค์ที่เชื่อมโยงออกนอกเว็บไซต์ ควรที่จะมีไม่มากนัก ทั้งนี้เนื่องจาก Search Engine อย่าง Google.com จะพิจารณาจำนวนของลิงค์ที่ทำการเชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของเรา ซึ่งจะพิจารณาจากทั้ง Outbound Link และ Inbound Link ซึ่งหาก Outbound Link ของเว็บไซต์เรามีเยอะ จะทำให้ค่า PR (PageRank) ของเรามีค่าน้อย ซึ่งจะมีผลต่อการจัดลำดับรายการการค้นหา ทำให้อันดับของเว็บไซต์เราลดลง ในขณะเดียวกันหาก Outbound Link ของเราน้อยก็จะมีผลดีกับเว็บไซต์ของเรา

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ให้เว็บไซต์ของเรามี Outbound Link เลย เพราะ Outbound Link ที่คุ้มค่าก็มี ตัวอย่างเช่น การแลกลิงค์กับเว็บอื่น ๆ ถึงแม้เรามี Outbound Link แต่ในขณะเดียวกันก็มี Inbound Link ทำให้ไม่มีผลเสียกับเว็บเรา เนื่องจาก Outbound Link เป็นการเพิ่มช่องทางในการที่คนจะเข้าเว็บไซต์เราเพิ่มขึ้น

4. การใช้ CSS เป็นการแบ่งส่วนต่าง ๆ ของเว็บเก็บแบบแยก แล้วมีการเรียกเข้ามาใช้งานในเพจ ซึ่งจะช่วยให้บอทสามารถโหลดส่วนต่าง ๆ ของเว็บ เพราะบางส่วนเช่นสคริปต์ต่าง ๆ บอทจะอ่านไม่ออก และหากมีการใส่สคริปต์ไว้ในหน้าเพจเดียว บอทเจอเยอะ ๆ เดียวบอทมีอาการงอนออกจากเว็บไปดื้อ ๆ จะส่งผลเสียทำให้เก็บข้อมูลของเราไม่ครบ และอีกอย่างก็คือหากไม่มีการจัดการเว็บเพจโดยใช้ CSS ช่วยจะทำให้หน้าเพจบวมเกินไป

5. ทำขนาดของเว็บเพจให้น้อยที่สุด ถือเป็นเรื่องที่สำคัญและเห็นผลกันอย่างชัด ๆ เนื่องจาก Google จะให้ความสำคัญกับขนาดของไฟล์ ซึ่งยิ่งมีขนาดน้อยได้ยิ่งดี เพราะหากเว็บที่มีข้อมูลต่าง ๆ เหมือนกัน แต่แตกต่างกันที่ขนาดของไฟล์ จะทำให้เว็บไซต์ที่มีขนาดหน้าเว็บเพจน้อยกว่าทำอันดับดีกว่า ซึ่งขนาดหน้าเว็บเพจควรมีขนาดไม่เกิน 32 kb. โดยเฉพาะหน้าโฮมเพจ จึงควารจัดการให้มีขนาดให้น้อยที่สุดเข้าไว้ เพื่อที่จะได้ทำดันดับสูง ๆ ใน Search Engine อย่าง Google

ทำความรู้จัก Search Engine

บทที่แล้วได้เกริ่นไปกี่ยวกับ SEO และเมื่อพูดถึง SEO หากจะไม่พูดถึงเรื่องของ Search Engine ก็คงกะไรอยู่ เพราะว่ามีเหล่า Search Engine นี่แหละ ถึงเริ่มมีการแข่งขันการทำ SEO กันอย่างมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะอิทธิพลของ Search Engine ที่มีชื่อว่า Google.com

จากการที่ได้เกริ่นไปข้างต้น ว่า Google.com เป็น Search Engine ตัวหนึ่ง (หรือจะเรียก ที่หนึ่ง ก็ได้) ซึ่งหากเราเราจะเรียกแบบบ้าน ๆ ตามประสาคนท่องเว็บแล้ว Search Engine ก็คือ เครื่องมือในการค้นหาข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตนั่นเอง นอกจาก Google แล้วยังมี Search Engine อีกหลาย ๆ ที่ ซึ่งดัง ๆ ที่เราพอจะคุ้นตาคุ้นหูอยู่บ้างก็อาทิเช่น Yahoo MSN เป็นต้น (ขอแนะนำที่ดัง ๆ เป็นพอ ไม่ดังไม่สน)

ซึ่งในปัจจุบันหากให้เดาเพื่อน ๆ คงจะพอเดาถูกว่า Search Engine ที่ดังที่สุด (มีคนใช้เยอะสุด ๆ) ก็คือ Search Engine พระเอกที่ชื่อว่า Google.com นั่นเอง ซึ่งเป็น Search Engine ที่มีคนใช้เยอะมาก ๆ ทั้ง ๆ ที่มีให้บริการมาไม่กี่ปีนี่เอง เปิดบริการมาไม่นานก็แซงหน้าขาใหญ่เดิมอย่าง Yahoo ไปชนิดที่เรียกว่ามองแทบไม่เห็นฝุ่น ก็เพราะว่าด้วยรูปแบบที่ใช้งานง่าย และรวดเร็วนั่นเอง แถมเป็นภาษาไทยด้วย ยิ่งถูกใจคนไทยเป็นอย่างยิ่ง

ซึ่งปรากฏการ google ฟรีเว่อร์นี้เอง ที่ทำให้คนส่วนหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็น Webmaster หันมาทำ SEO เจาะที่ Search Engine ที่มีชื่อว่า Google กันอย่างถล่มทะลาย

พูดไปเรื่องของ SEO แต่ล่ะที่ ที่ดัง ๆ ไปแล้ว เราก็มารู้เรื่องเกี่ยวกับประเภทของ Search Engine กันซักหน่อย ซึ่ง Search Engine ก็มีอยู่หลาย ๆ ประเภท ดังนี้

1. แบบอาศัยการเก็บข้อมูลเป็นหลัก (Crawler-Based Search Engine)
หลักการนี้เป็นการใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Crawler-Based Search Engine เป็นเครื่องมือที่ทำการบันทึกและเก็บข้อมูลเป็นหลัก ซึ่งเป็นประเภท Search Engine ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน

ซึ่งการทำงานประเภทนี้ จะใช้โปรแกรมตัวเล็ก ๆ ที่เรียกว่า Web Crawler หรือ Spider หรือที่เรียกอีกอย่างว่า Search Engine Robots หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า บอท ในภาษาไทย www คือเครือข่ายใยแมงมุม ตัวโปรแกรมเล็ก ๆ ตัวนี้ก็คือแมงมุมนั่นเอง โดยเจ้าแมงมุมตัวนี้จะทำการไต่ไปยังเว็บไซต์ต่าง ๆ ทั่วโลกอินเตอร์เน็ต โดยอาศัยไต่ไปตาม URL ต่าง ๆ ที่มีการเชื่อมโยงอยู่ในแต่ละเพจ แล้วทำการ Spider กวาดข้อมูลที่จำเป็นต่าง ๆ (ขึ้นอยู่กะ Search Engine แต่ละที่ว่าต้องการเก็บรวบรวมข้อมูลอะไรบ้าง) แล้วเก็บลงฐานข้อมูล การใช้โปรแกรมกวาดข้อมูลแบบนี้ จึงทำให้ข้อมูลที่ได้มีความแม่นยำ และสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลได้เร็วมาก Search Engine ที่เป็นประเภทนี้ เช่น Google Yahoo MSN

2. แบบสารบัญเว็บไซต์ (Web Directory)
Search Engine ที่เป็นแบบนี้มีอยู่หลายเว็บไซต์มาก ๆ ที่ดังที่สุดในเมืองไทย ที่เอ่ยออกไปใครใครคงต้องรู้จัก นั้นก็คือที่สารบัญเว็บของ Sanook.com ซึ่งหลาย ๆ คนคงเคยเข้าไปใช้บริการ หรืออย่างที่ Truehits.com เป็นต้น

ส่งที่เราจะสังเกตเห็นจาก Search Engine ประเภทนี้ก็คือ ลักษณะของการจัดเก็บข้อมูลที่แสดงให้เราเห็นทั้งหมด ว่ามีเว็บอะไรบ้างอยู่ในฐานข้อมูล ซึ่งแตกต่างจากประเภทแรก ที่หากคุณไม่ค้นหาโดยใช้คำค้น หรือ Keyword แล้ว คุณจะมีทางทราบเลยว่ามีเว็บไซต์อะไรอยู่บ้าง และมีเว็บอยู่เท่าไหร่

แบบสารบัญเว็บไซต์ จะแสดงข้อมูลที่รวบรวมเว็บไซต์ที่มีทั้งหมดในฐานข้อมูล และจะแบ่งเป็นหมวดหมู่ และอาจจะมีหมวดหมู่ย่อย ซึ่งผู้ค้นหาข้อมูลสามารถคลิกเข้าไปดูได้

หลักการทำงานแบบนี้ จะอาศัยการเพิ่มข้อมูลจากเจ้าของเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่ต้องการประชาสัมพันธ์เว็บ หรืออาจใช้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลส่วน Search Engine เป็นผู้หาข้อมูลเว็บไซต์มาเพิ่มในฐานข้อมูล ซึ่งข้อมูลในส่วนของสารบัญเว็บไซต์จะเน้นในด้านความถูกต้องของฐานข้อมูล ซึ่งข้อมูลเว็บไซต์ที่ถูกเพิ่มเข้ามาจะถูกตรวจสอบและแก้ไขจากผู้ดูแล

3. แบบอ้างอิงในคำสั่ง Meta Tag (Meta Search Engine )
Search Engine ประเภทนี้จะอาศัยข้อมูลใน Meta tag (อยากรู้ดูในบทความหน้า) ซึ่งเป็นส่วนของข้อมูลที่อยู่ในแท็ก HEAD ของภาษา HTML ซึ่งข้อมูลในส่วนนี้ จะเป็นส่วนที่ให้ข้อมูลกับ Search Engine Robots

Search Engine ประเภทนี้ไม่มีฐานข้อมูลของตนเอง แต่จะอาศัยข้อมูลจาก Search Engine Index Server ของที่อื่น ๆ ซึ่งข้อมูลจะมาจาก Server หลาย ๆ ที่ ดังนั้น จึงมักได้ผลลัพธ์จากการค้นหาที่ไม่แม่นยำ


Black Hat การทำ SEO สายวิชามาร


การทำ SEO นั้นมีหลายวิธีด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นแบบสายขาว และสายดำ แต่ที่คนทำเว็บและทำ SEO ต้องระวังให้มาก ๆ ก็คือในด้านสายดำ ที่เราเรียกกันว่า Black Hat ต้องระวังอย่างไรดูได้ในบทความนี้

Black Hat เป็นวิธีการหนึ่งที่จะทำให้เว็บไซต์เราติดอันดับที่ดี ๆ ใน Google ได้ง่าย ๆ และรวดเร็วมาก ...แต่คุณก็ต้องระวังและทำใจที่จะได้รับผลกระทบที่เลวร้ายแบบสุด ๆ ที่อาจเกิดกับเว็บไซต์ของคุณไว้ด้วย ...

การทำ Black Hat มีด้วยกันอยู่หลาย ๆ วิธี ซึ่งล้วนใช้คำจำกัดความแบบบ้าน ๆ ได้ว่า "โกง" การทำ SEO นั้นเอง กลโกงในการทำ SEO มีอยู่ด้วยกันหลาย ๆ วิธี ซึ่งวัตถุประสงค์ของมันก็เพื่อทำอันดับให้เว็บอยู่ลำดับต้น ทั้งนี้เพื่อหวังจำนวนการคลิกเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์นั้นเอง



มาลองดูวิธีการทำ SEO แบบ Black Hat กันค่ะ

ตัวอย่างการทำ Black Hat
วิธีนี้บางคนคงเคยเห็นมาบ้าง นั้นก็คือการทำหน้าแรกที่ประกอบไปด้วยคำค้นทั้งหน้าเพื่อให้บอทเก็บข้อมูล ก่อนที่จะทำการ Redirect เข้าไปยังหน้าเว็บจริง ๆ

โดยปกติดแล้ว Hosting จะกำหนดลำดับความสำคัญของชื่อแรกที่ใช้เรียกหน้า Home page มาแสดงผล ซึ่งอาจจะเป็น index.htm, index.htnl, index.php เป็นต้น (ขอยกตัวอย่าง ซึ่งขอมูลในส่วนนี้แล้วแต่ Hosting แต่ละที่จะกำหนด)

สมมุติว่ามันเรียงตามลำดับข้างต้น ก็จะทำ Black Hat โดยการยัด Keyword ที่ได้รับความนิยม เช่น เกมส์, ดูหนัง, ฯลฯ (เป็นคำที่คนมักค้นกันมาก ๆ) ซึ่งอาจไม่ใช่ Keyword ที่เกี่ยวข้องกับเว็บนั้น ๆ เลย วิธีการทำ Black hat ก็คือการนำคำค้นเหล่านั้นมาใส่ไว้ในหน้าชื่อ index.htm ส่วน index.html จะเป็นหน้า Home page จริง

เมื่อทำอย่างนี้ เมื่อบอทเข้ามาเก็บข้อมูลก็จะเอาข้อมูลที่เจอในหน้าแรกไปไว้ในระบบฐานข้อมูล เมื่อมีการค้นหาคำเหล่านั้น เช่น ค้นหาคำว่า "ดูหนัง" ก็จะมีเว็บไซต์ที่ทำ Black Hat ไปปรากฏด้วย ทำให้มีโอกาสถูกคลิกสูงกว่าปกติ และเมื่อถูกคลิกก็จะมีผลทำให้อันดับดีมากขึ้น

พูดมาถึงตอนนี้เพื่อน ๆ ที่อ่านบทความนี้ก็คงเคยเจอที่ค้นหาข้อมูลข้อมูลหนึ่ง เมื่อคลิกรายชื่อเว็บที่ค้นหาได้ แต่เมื่อเข้าไปในเว็บไซต์นั้น ๆ แล้วกลับไม่เจอขอมูลที่เราต้องการ ...และถ้าเพื่อน ๆ คิดว่าไม่เห็นหน้า ที่มี Keyword เยอะ ๆ เลยนั้น นั้นก็เพราะมันมีขั้นตอนที่ทำให้แนบเนียนขึ้นอีก นั้นก็คือในหน้าที่ยัดข้อมูล Keyword อยู่นั้น เค้าจะทำให้สีตัวอักษรเป็นสีเดียวกับพื้นหลังนั้น ... ยัง...ยังไม่พอนอกจากนั้นแล้ว ยังมีการทำให้แสดงผลหน้านั้นแค่เพียงเว็บเดียว ด้วยวิธีการ Redirect เข้าหน้าหลักที่เป็นหน้า Home page จริง โดยการใช้เวลาที่น้อยมาก ๆ จนตาของคนเรามองไม่ทัน แต่บอทมันไม่เหมือนเรา บอทมันไวมากมันเห็นการมีอยู่ของหน้า ๆ นั้น และมันจะเก็บข้อมูลหน้า ๆ นั้นได้

และเมื่อเป็นอย่างนี้ ผลของเว็บไซต์ที่ทำ Black Hat ก็จะทำอันดับได้รวดเร็วมาก ๆ แต่... ถ้าไม่มีใครเจอ หรือ Search Engine ไม่เจอก็ดีไป แต่... หากโดนเจอก็ซวยแบบสุด ๆ เพราะวิธีการเหล่านี้นั้นถือเป็นการทำกฏของ Search Emgine ซึ่งถือได้ว่าร้ายแรงมาก ๆ ซึ่งเว็บไซต์ที่โดนจับได้ว่าทำผิด จะถูก De-Index ออกจากสาระบบของ Search Engine

และถ้าหากเป็นแบบนั้นก็จะไม่มีใครเจอเว็บไซต์ของคุณจากการค้นหาอีกเลย ผลเลวร้ายแบบสุด ๆ ที่คุณจะได้เจอก็คือไม่มีคนรู้จักเว็บไซต์คุณ และไม่มีใครเข้าเว็บไซต์ของคุณอีก...

สุดท้ายนี้ขอบอกก่อนนะค่ะ ใครจะทำ SEO แบบ Black Hat ก็แล้วแต่สิทธิส่วนบุคคลของเจ้าของเว็บไซต์ ...แต่โดยส่วนตัว Webmaster ไม่ขอแนะนำให้ทำเช่นนั้นเลย บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อให้รู้จัก Black Hat และโทษของมัน



วันอังคารที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

วิธีนำโฆษณามาติดเว็บ/บล็อกของเรา เพื่อทำเงิน



วิธีนำโฆษณามาติดเว็บ/บล็อกของเรา เพื่อทำเงิน

ในหัวข้านี้ จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับวิธีนำ Code โฆษณามาใช้วิธีนำ Code โฆษณามาจาก Google AdSenseหลังจากสมัคร Google AdSense ผ่านเรียบร้อยแล้ว ให้คุณ Login เข้า Google AdSense ก่อน หรือ http://www.google.com/adsense
เมื่อ Login เข้า 
Google AdSense เป็นที่เรียบร้อยแล้วให้คลิกที่ AdSense Setup จะมี Ads (โฆษณา) ให้เลือก 3 รูปแบบ ดังนี้.-
1. AdSense for content: เป็นโฆษณาที่มีเนื้อหาสอดคล้องกับเว็บไซต์ ซึ่งแบ่งออก 2 ข้อย่อย ดังนี้.-- Ad unit : สร้างโฆษณาแบบข้อความอย่างเดียว, สร้างโฆษณาแบบรูปภาพอย่างเดียว หรือ สร้างโฆษณาแบบข้อความสลับแบบรูปภาพก็ได้ โดยโฆษณานั้นจะมีเนื้อหาสอดคล้องกับเนื้อหาเว็บไซต์ของคุณ ในแต่ละหน้าเว็บเพจติดได้ 3 อัน ดูขนาดของโฆษณา [คลิกที่นี่]- Link unit : สร้างโฆษณาแบบลิงค์ ซึ่งลักษณะโฆษณาเหมือนลิงค์ หรือ หัวข้อของเว็บไซต์ ซึ่งโฆษณานั้นก็จะมีเนื้อหาสอดคล้องกับเนื้อหาเว็บไซต์ของคุณ เช่นกัน ในแต่ละหน้าเว็บเพจติดได้ 1 อัน ดูขนาดของโฆษณา [คลิกที่นี่]
- เมื่อเลือกได้แล้ว กดที่ปุ่ม Continue >>
- หน้าถัดมานี้ ให้เรากำหนดสี, ขนาดและ Channel คือ สถิติของโฆษณาแต่ละตัว ให้สร้างชื่อโฆษณาแต่ละตัว เวลาเช็คผล จะทราบว่าโฆษณาแต่ละตัวมีผู้คลิกมากน้อยเพียงใดได้ หรือ ไม่ต้องสร้างก็ได้ เช่นกัน เมื่อปรับแต่งแล้ว กดที่ปุ่ม Continue >>
- หน้าถัดมานี้ ก็คือ Code โฆษณา ของ Google AdSense ที่ใช้มาใส่ในเว็บไซต์/บล็อก- ให้ คัดลอก(Copy) Code แล้วเปิดโปรแกรม Notepad (ซึ่งจะมีอยู่ทุกเครื่องไปที่ Start > Progrsms > Accessories > Notepad) จากนั้นให้ วาง(Past) Code ใส่ในโปรแกรม Notepad และ Save เก็บไว้สามารถนำมาใช้ได้ทุกเวลาโดยไม่ต้องมาสร้างใหม่
สำหรับการขอ AdSense for search และ Referrals ก็มีหลักคล้ายๆ กัน
2. AdSense for search : เป็นการสร้าง Code โฆษณา เพื่อจะได้กล่องสำหรับค้นหาเว็บไซต์ (Search Box) มาติดในเว็บไซต์ ซึ่งผู้เยี่ยมชมก็ใช้ค้นหาเว็บไซต์ได้ทั่วโลก และยังใช้ในการค้นหาข้อมูลในเว็บไซต์ของคุณก็ได้ สามารถปรับแต่งกล่องค้นหาเว็บไซต์ให้เข้ากับเว็บไซต์ของคุณได้อีกด้วย ในแต่ละหน้าเว็บเพจติดได้ 2 อัน
หมายเหตุ.-
- สำหรับ Site language ให้เลือกเป็นภาษา English
- Your site encoding ให้เลือก Unicode (UTF-8)
3. Referrals : เป็นโฆษณาเพื่อแนะนำบริการต่าง ๆ ของ Google มีรายได้จากการแนะนำ มีให้เลือก 4 ข้อย่อย ดังนี้.-- Google AdSense : แนะนำ AdSense ในแต่ละหน้าเว็บเพจติดได้ 1 อัน- Google AdWords : แนะนำ AdWords ในแต่ละหน้าเว็บเพจติดได้ 1 อัน- Firefox : แนะนำให้ดาวน์โหลด Firefox ในแต่ละหน้าเว็บเพจติดได้ 1 อัน- Picasa : แนะนำให้ดาวน์โหลด Picasa ในแต่ละหน้าเว็บเพจติดได้ 1 อัน

***ห้ามแก้ไข Code นั้น ๆ โดยด็ดขาด
สรุปข้อกำหนดในการวาง Google AdSense
• Ad unit ไม่เกิน หน้าละ 3 จุด
• Link unit ไม่เกินหน้าละ 1 จุด
• Search Box ไม่เกินหน้าละ จุด
• Referrals ไม่เกินหน้าละ 4 จุด โดยห้ามซ้ำกัน (AdSense, AsWords, Firefox, Picasa)

คุณสามารถนำ Code ไปติดไว้ที่เว็บใด ๆ ก็ได้ถ้าเป็นเว็บของคุณ มี 100 เว็บก็ติดได้ทั้ง 100 เว็บครับ มีกี่หน้าติดได้หมด.เมื่อคุณได้ Code ที่ต้องการแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะได้ศึกษาว่า จะนำโค๊ดที่ได้นี้ไปติดเว็บไซต์/บล็อกของเราอย่างไร

# วิธีติดโฆษณา สำหรับบล็อก Blog
http://www.adsensethai.net/Step5-1.html

# วิธีติดโฆษณา สำหรับเว็บไซต์
http://www.adsensethai.net/Step5-2.html
ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
http://www.adsensethai.net/
http://thaiadsense-thailandadsense.blogspot.com/
http://thaiadsense-online-free.blogspot.com/

ขั้นตอนการสมัครเป็นสมาชิก Google AdSense ฟรีๆ



เตรียมตัวก่อนลงมือสร้างธุรกิจง่ายๆ ฟรีๆ กับ Google AdSense

หัวข้อนี้จะได้เรียนรู้ในการเตรียมเสบียงว่า ในการทำธุกิจ Online กับ Google AdSense นั้น สิ่งที่คุณต้องมีคือ

1. ต้องมี Gmail >>> สมัครฟรีได้ที่
http://www.adsensethai.net/Step2-1.html
(คุณสมบัตของ Gmail ที่คุณอาจไม่รู้มาก่อนว่า เหตุใดจึงต้องใช้ Gmail >>> 
http://mail.google.com/mail/help/intl/th/why_gmail.html )

2. ต้องมีเว็บไซต์/บล็อก (คุณสามารถเรียนรู้วิธีสร้างเว็บไซต์/บล็อกง่ายๆ)>>> ฟรีได้ที่
http://www.adsensethai.net/Step2-2.html
สำหรับผู้ที่ยังไม่มีเว็บไซต์ไม่ต้องกลัวนะครับ ผมจะสอนวิธีการสมัครใช้งาน เว็บบล็อก (Blog) อย่างละเอียดยิบ ชนิดที่ดูแล้วเข้าใจ สามารถนำไปใช้งานได้เลยครับ
ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
http://www.adsensethai.net/
http://thaiadsense-thailandadsense.blogspot.com/
http://thaiadsense-online-free.blogspot.com/


ขั้นตอนการสมัครเป็นสมาชิก Google AdSense ฟรีๆ
เมื่อคุณมีเว็บบล็อกของคุณเองแล้ว จากบทที่แล้ว ในบทนี้จะได้เรียนรู้วิธี/ขั้นตอนการสมัคร AdSense ครับ ในขณะนี้ Google AdSense ยังไม่รองรับเว็บไซต์ภาษาไทย แต่ในอนาคตคาดว่า ทาง Google AdSense จะยอมรับเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาที่เป็นภาษาไทย ดังนั้นเพื่อความมั่นใจ ควรนำเว็บบล็อกที่มีเนื้อหาภาษาอังกฤษมาทำการสมัครให้ผ่านก่อน
ขั้นตอนการสมัคร Google AdSense
การสมัคร Google AdSense ดังที่เราได้แนะนำการสร้างเว็บบล็อกเป็นภาษาอังกฤษเรียบร้อยแล้ว ทำให้คุณสมัคร Google AdSense ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร คือ น่าจะผ่านเกือบ 100%
สามารถเข้าสู่ขั้นตอนการสมัครได้ที่
http://www.adsensethai.net/Step3.html

กฎ กติกา ข้อห้าม ระเบียบการของ Google AdSense



กฎ กติกา ข้อห้าม ระเบียบการของ Google AdSense

ในส่วนนี้นับเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเรียนรู้เกี่ยวกับ กฎ กติกา ข้อห้าม และระเบียบการต่างๆ ของ Google AdSense ที่ควรศึกษาให้ดี ก่อนที่จะสายเกินไปนับเป็นหัวข้อสำคัญมากที่สุด การทำ Google AdSense ห้าม โกง หรือ ทำผิดกฎ กติกา ของ Google อย่างเข็ดขาด เพราะ ถ้าหากคุณถูกแบนจาก Google AdSense คุณจะไม่ สามารถสมัครใหม่ได้อีก และอย่าคิดค้นหาวิธีเพื่อโกง เพราะ ทาง Google มีผู้เชี่ยวชาญคอยตรวจสอบอยู่จึงไม่รอดแน่นอน ทางคิดจะโกง มีตัวอย่างมาเยอะแล้ว ทางที่ดีที่สุด

ขอให้ทำอย่างถูกวิธีจะไม่ได้ไม่สูญเงินรายได้ และไม่เสียเวลาอีกด้วย ขอเตือนไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัยไว้ก่อนจะได้ไม่มีปัญหาทีหลังเข้าเรื่องเลยดีกว่า กฎ กติกา ของ Google AsSense มีดังนี้

ในการสมัคร Google AdSense ครั้งเดียว(วิธีการสมัครจะได้เรียนรู้ใน Step ต่อไป) เราสามารถนำโฆษณาไปวางในเว็บไซต์ หลายๆ เว็บไซต์ได้ไม่จำกัดจำนวนเว็บไซต์ มากเท่าไหร่ก็ได้ จะร้อยเว็บไซต์ จะพันเว็บไซต์ก็ได้ แต่มีข้อห้ามดังนี้
ห้ามวาง Google AdSense ในเว็บไซต์ต้องห้าม ดังต่อไปนี้
- เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมาย
- เว็บไซต์การพนัน คาสิโน
- เว็บไซต์ภาพลามก อนาจาร
- เว็บไซต์ที่มีคำหยาบคาย
- เว็บไซต์กลุ่มต่อต้าน หรือ องค์กรที่ใช้ความรุนแรง หรือ ก่อการร้าย
- เว็บไซต์ที่เกี่ยวกับ Hacking หรือ Cracking
- เว็บไซต์ที่เกี่ยวกับการโฆษณามากเกินไป เพื่อโฆษณาเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีเนื้อหาอย่างอื่นเลย
- เว็บไซต์ที่เกี่ยวกับ ยา และ อุปกรณ์การแพทย์ที่ผิดกฎหมาย
- เว็บไซต์ Spam Keyword
- เว็บไซต์เนื้อหาที่ผิดกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ ปลอมแปลงสินค้า
- เว็บไซต์อาวุธสงคราม
- เว็บไซต์เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
- เว็บไซต์บุหรี่
กฎ กติกา ในการวางโฆษณา Google AdSenseในแต่ละหน้าเว็บเพจ สามารถวางโฆษณาได้ ดังนี้
-วางโฆษณาแบบโฆษณาเกี่ยวข้องเนื้อหาของเว็บไซต์ ได้สูงสุด 3 หน่วยโฆษณา (Ads Unit)
- วางโฆษณาแบบโฆษณาเกี่ยวข้องเนื้อหาของเว็บไซต์ แบบลิงค์ ได้ 1 หน่วยโฆษณา (Link Unit)
- วางโฆษณาจากการค้นหาเว็บไซต์ ได้สูงสุด 2 อัน (Search Box)
- วางโฆษณาจากการแนะนำบริการ ได้อย่างละ 1 อัน (Referral : AdSense 1 อัน, AdWords 1 อัน, Firefox 1 อัน)
ข้อห้าม ในการวางโฆษณา Google AdSense
- ห้ามทำการดัดแปลง Code โฆษณาอย่างเด็ดขาด ทุกกรณี
- ห้ามคลิกโฆษณาเอง หรือ บอกให้เพื่อนๆ ช่วยมาคลิก หรือการกระทำในทำนองนี้
- ห้ามเขียนคำเชิญชวน หรือ ข้อความให้ช่วยคลิก หรือเขียนบอกให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์ให้คลิก ตัวอย่างเช่น "เพื่อความอยู่รอดของเว็บไซต์ โปรดช่วยคลิกด้วย" ให้ใช้ได้แค่ "sponsored links" หรือ "advertisements" เท่านั้น
- ทำเนื้อหาอย่างเดี่ยว แล้ว Copy ออกมาเป็นหลาย ๆ หน้า
- ห้ามวางโฆษณา Google AdSense ในหน้า Download
- ห้ามวางโฆษณา Google AdSense ในหน้าที่ไม่มีข้อมูลอะไรเลย
- ห้ามวางโฆษณา Google AdSense ในอีเมล์
- ห้ามวาง Google Adsense ในหน้าที่ทำขึ้นมาเพื่อ เฉพาะเจาะจงที่จะให้แสดง Google Adsense
- ห้ามวาง Google AdSense ในโฆษณา Pop Up, Pop Under
- ห้ามวาง Google AdSense ใน Soft Ware เพื่อบังคับให้คลิกโดยอัตโนมัติ หรือ เว็บไซต์รับจ้างคลิกโฆษณา
- ห้ามวาง Google AdSense ใน Soft Ware เพื่อทำการโปรโมทเว็บของคุณ เช่น Web Promotor
- หน้าเว็บเพจที่วาง Google AdSense ต้องไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่งไปปิดบัง หรือ ทำให้ไม่สามารถมองเห็นโฆษณาทั้งหมด หรือ ทำ Code โฆษณาให้ไม่สามารถมองเห็นโฆษณาได้ทั้งหมด โดยใช้เทคนิค เช่น สีตัวอักษรเป็นสีเดียวกับพื้นหลังเว็บไซต์ เป็นต้น
- เครื่องหมายการค้าของ Google อย่าเอาแบนเนอร์ หรือโลโก้ ของ Google มาใช้โดยเด็ดขาด
- ถ้าทาง Google ส่งอีเมล์แจ้ง หรือ ตักเตือนในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง จากการใช้งาน Google AdSense ให้รีบตอบกลับทางอีเมล์โดยเป็นอย่างไรบ้างครับ กับ กฎ กติกา ของ AdSense ที่ต้องทำความเข้าใจ ไม่ยากเกินไป

วันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

รายได้...มาจากไหน ?

รายได้จาก Google AdSense เกิดขึ้นตอนไหน? อย่างไร?


ผลตอนแทนจาก Google Adsense มีวิธีคำนวณรายได้ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้
1. ผลตอบแทนจาก
โฆษณาที่เกี่ยวข้องเนื้อหาของเว็บไซต์
2. ผลตอบแทนจาก การค้นหาเว็บไซต์
3. ผลตอบแทนจาก การแนะนำ

1. ผลตอบแทนจากโฆษณาที่เกี่ยวข้องเนื้อหาของเว็บไซต์ (AdSense for Content)
ผลตอบแทนจากโฆษณาที่เกี่ยวข้องเนื้อหาของเว็บไซต์ เป็นผลตอบแทนจากโฆษณาที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้อง และกลมกลืนกับเนื้อหาในเว็บไซต์ เช่น เว็บไซต์เกี่ยวกับวิธีการหาเงินทางอินเทอร์เน็ต ก็จะมีโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการทำงานหาเงินทางอินเทอร์เน็ต ก็คือ เว็บไซต์มีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไรโฆษณาก็เป็นโฆษณาเหมือนกับเนื้อหาในเว็บไซต์ นั่นเอง ดูตัวอย่างบล็อกที่ผมทำขึ้นมา ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการทำ Google Adsense รูปแบบโฆษณาก็จะขึ้นมาเกี่ยวกับ Make Money Online เป็นต้น [
คลิกเพื่อดูตัวอย่าง]

วิธีคำนวณผลตอบแทน
1.1 จ่ายผลตอบแทนเมื่อคลิก ( Pay Per Click - PPC )ผลตอบแทนจากการคลิกโฆษณา เมื่อผู้เยี่ยมเว็บไซต์ได้คลิกที่โฆษณาของ Google ทำให้เว็บไซต์ได้รับผลตอบแทนทันทีเมื่อคลิก โดยแต่ละโฆษณาที่คลิกจะได้รับผลตอบแทนไม่แน่นอน ผลตอบแทนมาก หรือน้อย นั้นขึ้นอยู่กับผู้ที่ลงโฆษณากับ Google Adwords ว่าลงโฆษณาได้ในราคาที่สูง หรือต่ำ ถ้าหากลงโฆษณาในราคาสูงไว้ ผลตอบแทนจากคลิกโฆษณานั้นก็สูงตามไปด้วย เช่นกัน แต่ถ้าในทางกลับกัน ถ้าได้ลงโฆษณาในราคาต่ำ ผลตอบแทนจากคลิกโฆษณานั้นก็ย่อมได้น้อยด้วยเช่นกัน นั่นเอง
1.2 จ่ายผลตอบแทนเมื่อแสดงโฆษณา ( Pay Per Impression - CPM )ผลตอบแทนเมื่อแสดงโฆษณา ทุกครั้งเมื่อมีผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ที่มีโฆษณาของ Google ก็จะเกิดรายได้จากการแสดงโฆษณา โดยมีเงื่อนไขอยู่ว่า จะนำมาคำนวณรายได้ก็ต่อเมื่อมีการแสดงโฆษณา ครบ 1,000 ครั้ง แต่จะต้องมีผู้เยี่ยมชมคลิกโฆษณาด้วย โดยไม่นับว่าจะมีคนคลิกกี่ครั้งก็ตาม หรือ ที่เรียกว่า Cost Per Thousand Impression (CPM)สรุป รายได้จากการแสดงโฆษณานี้จะโดยมีหลักเกณฑ์ ดังนี้1. แสดงโฆษณา ครบ 1,000 ครั้ง
1.3 ต้องมีผู้เยี่ยมชมคลิกโฆษณาด้วย ถ้าหากไม่มีผู้คลิกโฆษณาเลย รายได้นี้ก็ยังไม่คิดให้จนกว่าจะมีผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์คลิกโฆษณาด้วยเท่านั้น

2. ผลตอบแทนจากการค้นหาเว็บไซต์ (AdSense for Search)
ผลตอบแทนจาก การค้นหาเว็บไซต์ เป็นรายได้จากการใช้กล่องค้นหาเว็บไซต์ มาติดตั้งในเว็บไซต์ ซึ่งเป็นระบบค้นหาเว็บไซต์เดียวกันกับในเว็บไซต์ Google นั่นเอง เมื่อมีผู้เยี่ยมเว็บไซต์ต้องการค้นหาเว็บไซต์ ได้ทำการค้นหาจากกล่องค้นหาเว็บไซต์ที่อยู่ในเว็บไซต์ของคุณค้นหาแล้ว จะพบรายชื่อเว็บไซต์โฆษณาอยู่ในตำแหน่งสปอนเซอร์ ซึ่งอยู่ด้านบน และด้านล่างของหน้าผลลัพธ์ที่ได้ค้นหา ถ้าผู้เข้าชมคลิกโฆษณาในตำแหน่งดังกล่าว เว็บไซต์เราก็จะได้รับรายได้ มีตัวอย่างกล่องค้นหาเว็บไซต์ที่สามารถใช้งานได้จริง โดยผลตอบแทนก็คิดคำนวณเหมือนกับ ข้อ 1.1 และ ข้อ 1.2.

3.รายได้ของโฆษณาจากการแนะนำบริการ (Referrals)
นอกจากนี้ Google AdSense ยังให้โอกาสการสร้างรายได้จากโฆษณา แบบแนะนำบริการต่างๆ ของ Google อีกด้วย ก็คือ เมื่อมีผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์คลิกโฆษณาแนะนำบริการ และได้ใช้บริการนั้นๆ คุณก็ได้รับรายได้อีกด้วย ได้แก่
3.1 แนะนำสมัคร Google AdSenseคุณจะได้รับรายได้เมื่อมีคนมาลงทะเบียนเป็นสมาชิก Google AdSense โดยคลิกโฆษณาจากเว็บไซต์ของคุณ และผู้สมัครคนนั้น ทำรายได้เกิน $5 ภายใน 180 วัน นับจากวันสมัคร คุณก็จะได้รับ $5 ด้วยเช่นกัน และ ถ้าผู้สมัครคนนั้น ทำรายได้ครบ $100 ภายใน 180 วัน นับจากวันสมัคร คุณก็จะได้รับ $250 อีก ถ้าผู้สมัครคนนั้น ภายในช่วงระยะเวลา 180วัน หรือ ครึ่งปี.
ถ้าคนที่สมัครผ่านจากการแนะนำของคุณ 25 คน แล้วทำได้เกิน $100 ภายใน 180 วัน นับจากวันสมัคร คุณจะได้รับโบนัส $2,000 (โดย bonus limit แค่ครั้งเดียวต่อ1ปี หรือหมายถึงถ้าเราหาได้ 50 คนแล้ว 50 คนทำได้หมดเราก็ได้ bonus แค่ 25คนแรกนั้น).
3.2 แนะนำสมัคร Google AdWords คุณจะได้รายได้เมื่อมีคนมาลงทะเบียนเป็นสมาชิก เพื่อใช้บริการ Google AdWords โดยคลิกโฆษณาจากเว็บไซต์ของคุณ และผู้สมัครคนนั้น ใช้บริการของ Google AdWords $5 ภายใน 90 วัน นับจากวันสมัคร คุณจะรับรายได้ $5 และ ผู้สมัครคนนั้น ใช้บริการของ Google Adwords $100 ภายใน 90 วัน นับจากวันสมัคร คุณจะได้รับ $40 ถ้าภายในช่วงระยะเวลา 180 วัน หรือ ครึ่งปี ถ้าคนที่สมัครผ่านการแนะนำของคุณ 20 คน ใช้บริการของ Google Adwords $100 ภายใน 180 วัน นับจากวันสมัคร คุณจะได้รับโบนัสจาก Google จำนวน $600 (โดย bonus limit แค่ครั้งเดียวต่อ1ปี หรือหมายถึง ถ้าเราหาได้ 40 คน แล้วใช้บริการของ Google Adwords ได้ตามเป้าทุกคน คุณจะรับได้โบนัส 20 คนเท่านั้น).
3.3 Firefox : ดาวน์โหลด ฟรี!โปรแกรมท่องอินเตอร์เน็ตได้เร็วกว่า Internet Explorer และมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีอีกด้วย คุณจะได้รายได้เมื่อมีคนมาคลิกโฆษณาจากเว็บไซต์ของคุณ และดาวน์โหลดโปรแกรมไปใช้ โดยจะต้องเป็นการดาวน์โหลดครั้งแรก ก็คือไม่เคยดาวน์โหลดโปรแกรมไปใช้มาก่อน ซึ่งทาง Google ก็จะมอบรายได้จากการแนะนำของคุณ จำนวน $1 ทันทีดูคุณสมบัติเต็มๆ ได้ที่ > http://www.adsensethai.net/FireFox/
3.4 Picasa : ดาวน์โหลด ฟรี!โปรแกรมเกี่ยวกับรูปภาพ ความสามารถสูงคุณจะได้รายได้เมื่อมีคนมาคลิกโฆษณาจากเว็บไซต์ของคุณ และดาวน์โหลดโปรแกรมไปใช้ โดยจะต้องเป็นการดาวน์โหลดครั้งแรก ก็คือไม่เคยดาวน์โหลดโปรแกรมไปใช้มาก่อน ซึ่งทาง Google ก็จะมอบรายได้จากการแนะนำของคุณ จำนวน $1 ทันที เช่นเดียวกัน

หาเงินง่ายๆกับ AdSense

ความคุ้มค่าในการทำ Adsense

จะพูดว่าคุ้มค่าก็คงไม่ถูกทั้งหมด เพราะจริงๆแล้ว คุณไม่ได้เสียอะไรจากการทำ Adsense เลย นอกจากแรงกายและเวลา หลังจากที่คุณเข้าใจแล้วว่า Adsense เอาไว้ทำอะไรบ้าง คงมีบางท่านเริ่มตั้งคำถามว่า แล้ว Adsense จะทำเงินให้ผมได้เท่าไหร่? จะทำให้ผมรวยได้ไหม? คำตอบนั้นก็ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ชมจากเว็บไซต์คุณ ถ้าคุณโชคดีในหนึ่งวันคุณจะได้ประมาณ 2-3 เหรียญ (อเมริกันดอลล่าร์ครับ) ซึ่งก็มากพอที่จะเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จสำหรับเว็ปไซร์หนึ่งๆทีเดียว บางคนทำปีแรกไม่ได้เลยก็มี แต่พอผ่านไป คิดเป็นเงินไทยได้วันละหลายร้อยถึงหลายพันบาทก็มี ทั้งนี้และทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความพยายามบวกกับความสามรถของแต่ละท่านว่า จะนำเทคนิคที่เรียนรู้มาใช้ได้ดีแค่ไหนครับ เมื่อเว็บไซต์ของคุณเริ่มทำงานได้แล้วยังมีวิธีอีกร้อยแปดที่จะทำเงินให้มากขึ้นเรื่อยๆ เช่นพิมเนื้อหาให้เวปของคุณ, เทคนิคการวางโฆษณา, ปรับเปลี่ยนหน้าตาของโฆษณา,การใช้กลยุทธ์โปรโมตเวปไซต์ และ อื่นๆอีกมากมาย ซึ่งเทคนิคเหล่านี้จะช่วยให้คุณไปถึงดวงดาว สามารถมีรายได้เพิ่มขึ้นผ่านเวปไซต์ของคุณเอง
คุณลองคิดเป็นตัวเลขเล่นๆ ดูว่า ถ้าคุณสร้างเวปไซต์ได้อาทิตย์ละ 1 เวปไซต์ในปีนึงคุณจะมีเวปไซต์ทั้งหมด 52 เว็บ นั่งรอรับเงินเวปละ 2 เหรียญต่อวันเป็นอย่างน้อย ทำให้คุณมีรายได้ทั้งหมด 104 เหรียญต่อหนึ่งวัน คิดเป็นเงินไทยก็ปาเข้าไปเป็นวันละ 4,000 บาทหรือตกปีละประมาณ 1,500,000 บาท โดยคุณต้องยอมเหนื่อยในปีแรกครับ หรือคุณอาจเลือกที่จะทำเวปไซต์เดียวซึ่งเป็นเนื้อหาที่คุณสนใจทำเป็นพิเศษและทำให้ดีที่สุด แต่ต้องแน่ใจว่าดีกว่าเวปอื่นจริงๆ และต้องตั้งเป้าหมายจำนวนผู้ชมไว้มากๆ อย่างพันคนต่อวัน ไม่งั้นคุณก็จะได้ 2 เหรียญ ต่อวันตลอดไปหรืออาจจะไม่ถึงด้วย

รูปแบบของการเกิดรายได้จาก Adsens



รูปแบบการได้รายได้จากการนำโฆษณาของ Google Adsense มาติดไว้ที่เว็บไซต์คุณ จะเป็นรายได้ที่เกิดจาก เว็บไซต์ต่างๆ มาลงโฆษณากับทาง Google และเมื่อมีการโฆษณาเกิดขึ้นผ่านหน้าเว็บไซต์คุณ รายได้ก็จะมีการแบ่งกันระหว่างเว็บไซต์ของคุณ ผู้ซึ่งเป็นคนแสดงโฆษณา กับ Google ผู้ซึ่งนำโฆษณามาลงให้ โดยการเกิดรายได้จะมี มีอยู่ 2 รูปแบบได้แก่ รายได้จากเมื่อมีการคลิกโฆษณาที่แสดงอยู่ในหน้าเว็บไซต์ของคุณ (Pay Per Click - PPC) และรายได้จากการเมื่อมีการแสดงโฆษณา (Pay Per Impression)

  • จ่ายเมื่อคลิก (Pay Per Click)
    Google จะจ่ายเงินให้กับคุณทุกครั้งเมื่อมีคนคลิกโฆษณาในหน้าเว็บไซต์ของคุณเท่า นั้น ดังนั้นหากโฆษณาของ Google จะแสดงผ่านสายตาของผู้เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ในเว็บไซต์คุณนับพันๆ ครั้ง คุณก็จะไม่ได้รายได้จากการแสดงนั้น นอกจากจะมีการคลิกเกิดโฆษณาเกิดขึ้นเท่านั้น
  • จ่ายเมื่อแสดง (Pay Per Impression)
    รูปแบบการจ่ายเงินจะคิดตามจำนวนครั้งในการแสดงของโฆษณา โดยจะคิดต่อการแสดงของโฆษณา 1,000 ครั้งต่อการจ่าย หรือเราเรียกวิธีนี้ว่า CPM (Cost Per Thousond Impression) โดยไม่นับว่าจะมีการคลิกกี่ครั้งก็ตาม

รายได้จาก Google Adsense

การสร้างรายได้ด้วย Google Adsense


Google AdSense คืออะไร
Google Adsense คือ วิธีหาเงินง่ายๆด้วยเว็บไซต์ โดยการนำโฆษณาที่ได้จากการสมัคร Adsense มาวางไว้ที่เว็บเพจหน้าใดก็ได้ของเว็บเพจหน้าใดก็ได้ของเว็บไซต์คุณ เพื่อให้ผู้ชมเข้ามาดูหรือเข้ามาคลิก ซึ่งคุณก็จะได้เงินทุกๆครั้งที่มีการคลิกที่โฆษณานั้น แม้จะไม่มีการซื้อขายใดๆเกิดขึ้นก็ตาม ยิ่งมีผู้ชมเข้ามามากและมีการคลิกที่โฆษณามาก คุณก็จะได้เงินมากตามไป

รวยด้วย AdSense วิธีหาเงินง่ายๆ โดยไม่ต้องลงทุน

Google AdSense คือ บริการหนึ่ง จาก Google.com ที่เปิดโอกาสให้กับผู้ที่มีเว็บไซต์/บล็อก(Blog) (ศึกษาวิธีการสร้างเว็บไซต์/บล็อกได้ที่ > http://www.adsensethai.net/Step2-2.html ง่ายๆ ฟรีๆ)

สามารถสร้างรายได้ โดยการนำโฆษณาของ Google.com มาใส่ไว้ที่เว็บไซต์/บล็อก ของเรา ซึ่งโฆษณาต่างๆ ของ Google.com จะเป็นโฆษณาที่มีเนื้อหาสอดคล้องกับเนื้อหาของเว็บไซต์/บล็อก ของคุณ ตัวอย่าง เช่น ถ้าเว็บไซต์/บล็อก ของคุณเป็นเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับเกมส์ โฆษณาที่ทาง Google จะส่งมาก็จะเป็นเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับ เครื่องเล่นเกมส์, เล่นเกมส์ออนไลน์, ดาวน์โหลดเกมส์ เป็นต้นโฆษณาของ Google AdSense มีหลายรูปแบบ อาทิ เช่น แบบ Text(ตัวอักษร), แบบรูปภาพ และ รูปแบบตัวอักษรหรือรูปภาพ และยังมีสามารถเลือกขนาดของโฆษณาได้ รวมถึงสีสันของโฆษณาได้ตามต้องการ เพื่อความสวยงาม และลงตัว เหมาะสมกับเว็บไซต์/บล็อกของคุณได้อีกด้วย

แล้วโฆษณาต่าง ๆ เหล่านั้นมาจากไหน ???
หลายคงอาจสงสัย โฆษณาต่าง ๆ เหล่านั้นมาจากการทำ Google Adwords ซึ่งเป็นอีกบริการหนึ่งของ Google.com ที่ให้ผู้ประกอบการต่าง ๆ หรือ ผู้ที่ต้องการขายสินค้าหรือบริการต่าง ๆ มาลงโฆษณาโดยผ่านระบบค้นหา หรือ Search Engine ของ Google รวมถึงเว็บไซต์อื่นๆ ที่ไปนำ Google AdSense มาใช้ อย่างที่พวกเรากำลังทำอยู่ เพื่อให้โฆษณาของผู้ประกอบการปรากฎตรงกับกลุ่มเป้าหมาย และอยู่ในตำแหน่งที่เด่นที่สุด (เมื่อ Search ใน Google) ซึ่งทำให้เกิดผู้เยี่ยมชมของผู้ประกอบการสูงขึ้น ก็ย่อมมีโอกาสสร้างยอดขายได้สูงมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

สรุปหลักการง่ายๆ คือ : Google AdSense เป็นวิธีหาเงินง่ายๆ ด้วยเว็บไซต์/บล็อก โดยการนำโฆษณาที่ได้จาการสมัคร AdSense มาวางไว้ที่หน้าเว็บไซต์/บล็อกของคุณ เพื่อให้ผู้ชมเข้ามาดูหรือเข้ามาคลิก คุณก็ได้เงินทุกๆ ครั้งที่มีการคลิกโฆษณาหรือแสดงโฆษณานั้น แม้จะไม่มีการซื้อขายใดๆ เกิดขึ้นก็ตาม ยิ่งมีผู้เข้ามามากและคลิกที่โฆษณามาก คุณก็ได้เงินมากตามไปด้วยไม่ต้องกลัวหากยังไม่มีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง มีบริการสร้างเว็บฟรีๆ ง่ายๆ ด้วยตัวคุณเองที่
http://www.adsensethai.net/Step2-2.html

ไม่ต้องกลัวหากไม่เก่งภาษาอังกฤษ เมนูการสร้างเว็บไซต์เป็นภาษาไทยหมด มีอธิบายขั้นตอนการทำอย่างละเอียดที่
http://www.adsensethai.net/Step2-3.html


ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
http://www.adsensethai.net/
http://thaiadsense-thailandadsense.blogspot.com/
http://thaiadsense-online-free.blogspot.com/

วันจันทร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

รับทำ seo โปรโมทเว็บ ติดอันดับใน Google



SEO คืออะไร..อะไรคือ seo
SEO มาจากคำว่า “Search Engine Optimization ” หมายถึง กระบวนการโปรโมทเว็บที่ทำให้เว็บไซต์ หรือ ชื่อเว็บไซต์ ปรากฏอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดของผลการค้นหาผ่าน Search Engine ด้วย Search Keyword ที่เกี่ยวข้องกับ ธุรกิจ ข้อมูล เนื้อหา บทความ สินค้าและบริการ ที่นำเสนอผ่านเว็บไซต์ของเรา โดยรักษาให้อยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดเสมอ

- แล้วทำไมเราต้อง โปรโมทเว็บ ทำ SEO

1.เพื่อให้เว็บไซต์ของเราได้รับการจัดลำดับ ในอันดับที่ดีขึ้น (ยิ่งเป็นอันดับที่ 1 ใน Keyword นั้น ๆ ด้วยยิ่งดี)
2.เพื่อให้มีคนได้มีโอกาสเข้าเว็บเรามากขึ้นโดยการคลิกที่ลิงค์จากการค้นหาผ่าน Search Engine
3.เพื่อเป็นการประหยัดค่าโฆษณาเว็บไซต์ของเรา ที่ไปติดโฆษณาในที่ต่าง ๆ
4.เพื่อทำให้เว็บไซต์เราสามารถขายสินค้าและบริการได้มากขึ้น (อันนี้เหมาะกับเว็บ e-Commerce และ e-Marketing ต่าง ๆ )
5.เพราะการค้นหาข้อมูลผ่าน Search Engine มีคนใช้ถึง 81% เราต้องทำให้คนรู้จักเราให้ได้มากที่สุด
6.ถ้าคุณติดลำดับต้น ๆ ในหน้าแรกแล้วจะทำให้เกิดการคลิกและเข้าเว็บเรามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
7.คนที่เข้ามาภายในเว็บเป็นกลุ่มเป้าหมายเรามากขึ้น เนื่องจากเป็นการค้นหารสิ่งที่เขาสนใจจริงๆ


การทำ seo จะช่วยคุณได้อย่างไร ?
ปกติคุณเคยใช้ Search Engine มั้ย?
- ถ้าคุณเคยใช้คุณก็จะรู้ข้อดีและประโยชน์ของมัน
สมมุติ ว่าคุณจะหาร้านอาหาร เพื่อไปรับประทานอาหารของคุณเอง เช่น คุณจะไปทานข้าวที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง กำลังจะหาจองโต๊ะอาหารล่วงหน้า คุณจะใช้คำว่าอะไร ในการค้นหา ร้านอาหาร? อาหารไทย ? อาหาร ? อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณ ว่าคุณจะใช้คำค้น(keywords) ว่าอะไร แต่สิ่งที่คุณได้ค้นเจอจาก Search Engine นั้น ในหน้าแรกของ Search Engine Result Page (SERP) แสดงผลอยู่ ก็คือ สิ่งที่คุณกำลังสนใจ เพื่อคลิ๊กเข้าไปดูรายละเอียดต่อ อย่างน้อย 3 อันดับในหน้าแรก คุณก็จะต้องคลิ๊ก เพื่อไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมอยู่แล้วครับ พฤติกรรมนี้ เป็นพฤติกรรมปกติ ของคนทั่วๆไปที่ได้ใช้งาน Search Engine เป็นต้น


แล้วอย่างนี้คุณจะทำ seo คุณจะต้องมีอะไรบ้างล่ะ ?

อย่างแรกเลย คุณก็จะต้องมีสิ่งที่คุณต้องการจะประชาสัมพันธ์หรือโปรโมท เช่น ธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์ต่างๆเพื่อให้คนสนใจ รู้จักและอยากจะใช้หรือซื้อ เป็นประชาสัมพันธ์และการสร้างรายรับเข้ากับตัวคุณหรือบริษัทของคุณเอง ยิ่งถ้าเว็บของคุณติดอันดับในหน้าแรก หรือ TOP 3 นั้น คุณก็มีโอกาสในการโปรโมทธุรกิจหรือสินค้าของคุณ มากกว่าใครๆ
อย่างที่ 2 ก็คือ ชื่อเว็บไซต์(domain name) และ โฮสติ้ง พื้นที่สำหรับทำเว็บไซต์ อันนี้สำคัญที่สุด เป็นสิ่งที่เป็นหน้าตาและ information ของคุณ การทำธุรกิจโดยการ ทำ seo นั้น ผมแนะนำให้คุณจดโดเมนและเช่าโฮสติ้งเพื่อทำเว็บไซต์เป็นของตัวคุณเองไปเลยไ่ม่ควรไปสมัครฟรีเว็บต่างๆหรือว่าไปของยืมพื้นที่ของใครเค้ามาทำ เพื่อฝากแปะวางขายของ เพราะนี่…คือสิ่งที่คุณจะสร้างความหน้าเชื่อถือต่อลูกค้าของคุณ ที่เค้าสนใจ เมื่อเค้าค้นหามาเจอเว็บไซต์ของคุณ คิดง่ายๆ ถ้าเป็นคุณ คุณ search ไปเจอเว็บนึงเข้า แต่ลิงค์ยาวมากเลย ลำบากในการจดจำ อีกทั้งยังไม่รู้ว่าเจ้าของที่แท้จริงเป็นใคร เพราะว่าสิ่งที่คุณไป Search เจอเข้าเค้าไปฝากแปะโพสต์โฆษณาเอาไว้ตามเว็บบอร์ดต่างๆ แล้วคุณจะให้ความสนใจเว็บพวกนั้นมั้ย จะกล้าตัดสินใจซื้อของเค้าหรือเปล่า เรื่องชื่อเว็บไซต์แนะนำให้ตั้งชื่อสอดคล้องกับธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์ของคุณ เพราะชื่อจะมีผลต่อการ ทำ seo มากเหมือนกัน

อย่างที่3 ก็คือ การทำเว็บไซต์ หลังจากที่มีพื้นที่ทำเว็บไซต์(hosting)และชื่อเว็บไซต์(domain name)แล้ว คุณก็จะต้องมีเว็บไซต์

อย่างที่4 ก็การประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ ก็คือ SEO ที่ทางเรา รับทำ seo อยู่นี่แหละค่ะ ทำให้คุณโฆษณาเว็บไซต์ของคุณได้เร็ว ตรงกลุ่มเป้าหมายของคุณติดหน้าแรกของ search engine ชื่อดังทั่วไป รับประกันไม่ติดยินดีคืนเงินเต็มจำนวน ไม่มีเงื่อนไข

อย่างที่ 5 ก็ไม่มีอะไรแล้ว รอดูผล และก็คอยรับการติดต่อจากลูกค้าของคุณเองคะ ที่เขา search มาเจอเว็บไซต์ของคุณหลังจากนั้นก็คุยติดต่อซื้อขายกันเอง ตรงนั้นเป็นเรื่องของคุณแล้ว

วันอาทิตย์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ข้อควรระวังในการใช้บริการ SEO

มีหลายที่บอกว่า เป็นอันดับ 1 ของไทย ในการรับทำ seo จริงๆแล้วตรงนี้ ยังไม่มีการพิสูจน์หรือยอมรับใดๆว่าที่ไหนเป็นอันดับ 1 ดังนั้นที่บอกแบบนี้แสดงว่าเป็นการแอบอ้าง
ดู เงื่อนไขและสอบถามแต่ละที่ให้ดี บางที่บอกว่า “รับประกันติดอันดับ Google , Msn , Yahoo” แต่พอทำจริงๆแล้ว หมายความว่า ติดอันดับเว็บไซต์เดียวเท่านั้น อาจจะติดแค่ Msn.com ที่เดียว ซึ่งการค้นหาจากที่นั่นมีน้อยมาก
ผู้ให้บริการบางที่บอกว่า “ไม่ติดอันดับไม่คิดเงิน” แต่ไม่ได้บอกว่าภายในกี่เดือน ผู้รับบริการต้องรอไปเรื่อยๆ
ลูกค้า บางคนชอบสับสนระหว่าง SEO กับ Google Adwords เนื่องจากมีผู้ให้บริการบางที่เขียนโฆษณาแอบอ้างว่า “รับทำ seo ให้ติดหน้าแรก google ภายใน 15 นาที” ซึ่งแบบนั้นคือการทำ Google Adwords


ทำseo- ข้อพึงปฏิบัติในการเขียนบทความ(Content)
- เมื่อเราทราบถึงสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงในการเขียนบทความ หรือเนื้อหา (Content) แล้ว เราก็ต้องทราบถึงสิ่งที่ควรปฏิบัิติในคราวเดียวกันด้วย เพราะไม่ว่าคุณจะเขียนเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องใดๆ ก็ได้ แต่ต่อไปนี้คือแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด


- เขียนข้อความที่อ่านง่าย และตรงประเด็น – Search Engine ก็เช่นเดียวกับผู้ใช้ ที่ชื่นชอบอ่านเนื้อหาที่เรียบเรียงได้ดี และอ่านง่าย ขณะเดียวกัน

- การจัดระเบียบเนื้อหานั้นเป็นประโยชน์ต่อผู้เข้าชมเว็บไซต์ ให้สามารถรับรู้ถึงจุดเริ่มต้นของประเด็นเนื้อหาและจุดสิ้นสุดได้ การแบ่งเนื้อหาออกเป็นส่วนๆ ตามตรรกะจะช่วยให้ผู้ใช้พบเนื้อหาที่ต้องการได้รวดเร็วขึ้น

- ใช้ภาษาที่สอดคล้องกับเนื้อหา และถูกหลักไวยากรณ์

– นึกถึง Keyword ที่ผู้ใช้อาจระบุเพื่อค้นหาเนื้อหาในเว็บไซต์ของคุณ ผู้ใช้ที่มีความรู้เกี่ยวกับหัวข้อนั้นอาจเลือกใช้คำหลัก ในข้อความค้นหาที่แตกต่างจากผู้ใช้ที่ไม่มีความรู้ การคาดการณ์ และคำนึงถึงความแตกต่างในพฤติกรรมการค้นหา ในขณะเขียนเนื้อหาของคุณ ย่อมส่งผลดีต่อการค้นหาสร้างเนื้อหาแปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร

– เนื้อหาที่แปลกใหม่ไม่เพียงแต่จะทำให้ฐานผู้เข้าชมที่มีอยู่เดิม กลับมาชมเว็บไซต์ของคุณเป็นประจำเท่านั้น แต่ยังดึงดูดผู้เข้าชมรายใหม่ได้ด้วยเช่นกัน เช่นเดียวกับเหล่าบอทของ Search Engine ที่จะแวะมาเยี่ยมเยียน และได้เก็บข้อมูลที่สดใหม่ไปด้วยทุกครั้ง
สร้างเนื้อหาโดยยึดผู้ใช้เป็นสำคัญ ไม่ใช่ Search Engine